* Art Horizon of Suchart Sawasdsri * โลกศิลปะของ สุชาติ สวัสดิ์ศรี

บล็อกนี้แฟนคลับสร้างเป็นเกียรติแก่คุณ สุชาติ สวัสดิ์ศรี – ผู้ทรงคุณวุฒิทางวรรณกรรมแห่งตำนานโลกหนังสือและช่อการะเกด

Archive for the category “เรื่องสั้น”

เรื่องสั้น เขาและเขาและเธอทั้งหลาย

เรื่องสั้น
เขาและเขาและเธอทั้งหลาย
สุชาติ สวัสดิ์ศรี

เขายืนมองเส้นทางขนานคู่มาร่วมครึ่งชั่วโมงแล้ว แต่ยังไม่มีวี่แววว่าพาหนะคู่ใจของเขาจะปรากฏให้เห็น ใกล้เวลาสิบโมงเช้า เขาไม่รีบร้อนแต่ก็อดคาดเดาไปต่างๆไม่ได้ว่า พาหนะประจำตำแหน่งของเขาอาจไปเสียเวลาอยู่บนรางหรือบนร่างของใครที่ไหนสักแห่ง อาจเป็นร่างของคนหรือร่างของหมา แต่ร่างของหมาจะไม่มีปัญหา เพราะหมาก็เป็นแค่หมาข้างรางตัวหนึ่งเท่านั้น เหมือนตัวเขาเองที่กำลังยืนคอยอยู่ข้างราง ไม่ว่าช้าหรือเร็ว วันนี้เป็นวันส่งท้ายที่เขาต้องไปไขตู้ไปรษณีย์ จะมีใบหน้าของใครบ้างที่เคลื่อนเข้ามาอยู่ในวงโคจรรอบนี้ เขาตั้งใจไปช้าเพื่อฆ่าเวลาว่าอาจมีใครหลงทางเข้ามาเป็นคนสุดท้าย ขอให้เป็นใบหน้าสุดท้ายเสียที ต่อไปนี้เขาจะได้มีใบหน้าของเขาเอง เขาจะได้เป็นอิสระ แต่จะเป็นอิสระได้จริงหรือเปล่าเขาก็ยังไม่แน่ใจ เท่าที่ผ่านมาเวลาของเขาหมดไปโดยเขาไม่เคยได้เป็นอิสระอย่างที่ต้องการ ว่าไปก็อาจเป็นเพราะเขาต้องการรักษา “หม้อข้าว”เอาไว้ ดังนั้นเขาจึงต้องการถูกพันธนาการมากกว่าต้องการเป็นอิสระ ชีวิตของเขาเลือกได้แต่เขาก็ไม่เลือก การไม่เลือกของเขาจึงกลายเป็นการเลือกอย่างหนึ่ง และมันได้กลายเป็นเหมือนเส้นเลือดฝอยที่แผ่ซ่านไปทั่วร่าง ถ้าหากจะต้องเป็นเที่ยวสุดท้าย มันก็ผ่านเที่ยวสุดท้ายมาจนนับไม่ถ้วนแล้ว เขาอดคิดไม่ได้ว่าถ้าต้องจากมันไป ใบหน้าทั้งหลายที่ซ้อนทับลงมาบนใบหน้าของเขานั้นจะทำให้เขารู้สึกเหมือนเป็นใบหน้าของเขาเอง ต่อไปนี้เขาคงไกลห่างไปจากมันอีกครั้งหนึ่ง แต่ไม่ว่าจะไปไกลได้แค่ไหน เขาก็คิดว่าเขาคงจะไม่กลับมาอีกแล้ว เขาเป็นอิสระแล้ว ใบหน้าทั้งหลายเหล่านั้นก็เป็นอิสระด้วยเช่นกัน เขามีเวลาอีกไม่มาก เวลาที่ผ่านมาเขาต่อแต้มให้ใบหน้าทั้งหมดเหล่านั้น ใบหน้าเหล่านั้นแม้จะยังเป็นนามธรรมแห่งรักแรกของเขา แต่ใบหน้าของเขาและเธอเหล่านั้นก็มีตัวตายตัวแทนที่ใหม่สดมากกว่าเขา และพุ่งพาตัวเองเข้ามาท้าทายมิได้ขาด เขาเองต่างหากที่มีเพียงใบหน้าเดียว และเป็นใบหน้าเดี่ยวที่มีทางเลือก แต่เขาก็กลับไม่เลือก เขาปฏิเสธใบหน้าทั้งหลาย แต่เขาก็ตอบรับใบหน้าเหล่านั้นด้วยความปีติ มันเป็นภาวะปฏิเสธซ้อนปฏิเสธ เป็นความขัดแย้งที่ไม่ขัดแย้ง และในที่สุดเวลาก็เกาะกุมกินตัวเองไปเรื่อย เขารู้ดีว่าใบหน้าทั้งหลายเหล่านั้นซ้อนทับลงมาบนใบหน้าของเขาจนแยกไม่ออก แต่เขาก็พอใจที่ได้มีความสัมพันธ์กับมันมาทั้งชีวิต และมันได้กลายเป็นวิถีชีวิตที่ทำให้เขาเติบโต เขาคิดไปว่าเขามีความผูกพันกับมันแบบรอคอย แต่เขาคอยอะไรหรือ เขาคอยที่จะนับหนึ่งเพื่อจะได้เป็นอิสระเช่นนั้นหรือ ทุกใบหน้าที่ซ้อนทับกับใบหน้าของเขาต่างก็ล้วนรอคอยเช่นเดียวกัน และมีไม่น้อยที่ได้ผ่านเลยเขาไปแบบทศนิยมไม่รู้จบ เขารู้สึกใจหายเมื่อรู้ว่าน้ำในแอ่งกำลังแห้งขอดลงอีกครั้ง แต่ก็หวังว่าจะมีแอ่งน้ำอื่นๆให้ใบหน้าทั้งหลายได้ผ่านไปดื่มกิน แม้เขาจะยังพอมีเรี่ยวแรงเหลืออยู่ แต่เขาก็ไม่คิดจะขุดแอ่งน้ำของเขาขึ้นมาอีกแล้ว ไม่มีแอ่งน้ำที่นี่ ใบหน้าทั้งหลายเหล่านั้นก็คงจะจรไปเสาะหาแหล่งน้ำที่แอ่งอื่น พวกเขาเป็นอิสระ พวกเขาผ่านมาแล้วก็ผ่านไป พวกเขาเกิดที่นี่แต่ไปเติบโตที่อื่น เมื่อเขาและเธอเป็นอิสระ ตัวเขาเองก็น่าจะเป็นอิสระเช่นเดียวกัน ต่อไปใบหน้าของเขาจะไม่มีใบหน้าของเขาและเธอเหล่านั้นเข้ามาซ้อนทับ เขาจะได้เลิกเล่นบทพระเจ้าเสียที กลับมาเป็นนักเขียนหนุ่มเล่นที่บทธรรมดาเหมือนพวกเขาทั้งหลาย วิถีและวิธีจากรสนิยมส่วนตัวของเขาก่อนหน้านั้นบางทีอาจจะสร้างความเจ็บช้ำและสับสนให้กับบรรดาใบหน้าเหล่านั้นมิใช่น้อย บางใบหน้ายังลอยเด่น บางใบหน้าลับหาย บางใบหน้าเปลี่ยนไป บางใบหน้าก่นด่าเพราะต้องการดึงอิฐชั้นล่างออกมาเพื่อทำให้ปราสาทล้มครืน โอ้..พวกเขาช่างเป็นใบหน้าที่หลากหลายดีเหลือเกิน ใบหน้าเหล่านั้นล้วนซ่อนความลับเอาไว้และคาดเดาได้ยาก มันเป็นใบหน้าที่มองไม่เห็นแต่กลับรู้สึกได้ เขาพอใจผูกพันกับมันมาช้านาน มันเป็นเหมือนภาพมายากลางทะเลทรายที่เมื่อเข้ามาใกล้ ภาพดังกล่าวก็จะหายไป เขาคิดว่าเขาเข้าใจ แต่ที่จริงเขาไม่เข้าใจเลย กระนั้นเขาก็ยังปีติทุกครั้งที่มีโอกาสได้พบกับใบหน้าเหล่านั้น ใบหน้าของเขาจะพบกับใบหน้าเหล่านั้นอาทิตย์ละครั้ง เมื่อเดินทางจากบ้านไปรอพาหนะคู่ใจบนเส้นทางขนานคู่ ตอนออกมาจากบ้านตัวเขาเบาสบาย แต่ตอนขากลับเขารู้สึกเหมือนถูกจับถ่วงด้วยแผ่นหินบางอย่าง มันเป็นเหมือนศิลาฑัณฑ์ที่เขาทั้งหิ้ว และทั้งแบก เขาพอใจ แต่เขาพอใจจริงหรือ หรือมันเป็นภาพมายาประเภทหนึ่งที่เขาหลอกตัวเองมาตลอด คนรักเขาก็คงมีแต่คนชังเขาก็คงมาก เขาเป็นเพียงที่เขาเป็น บางครั้งเขาถามตัวเองว่า ตามวิถีและวิธีของเขาเท่าที่ผ่านมาเขาเคยมีอันตรายถึงแก่เลือดตกยางออกบ้างหรือไม่ แล้วเขาก็ตอบตัวเองในทันทีว่า ชีวิตของเขาราบเรียบมาก แม้จะมีการผจญภัยเล็กๆน้อยๆอยู่บ้าง แต่มันก็แทบหาสาระยิ่งใหญ่ไม่ได้เลย เขาได้แต่เทศนาในสิ่งที่เขาไม่เชื่อ เขาเป็นเขา แต่เขาก็มีเครื่องหมายคำถามที่ต้องพาเดินตากฝนไปรอพาหนะคู่ใจที่ไม่เคยมาตรงเวลา ใบหน้าของเขายังเป็นปกติดีอยู่ก็จริง แต่มันก็มีใบหน้าทั้งนักบุญและคนบาปถาโถมเข้ามาเกาะติด เขาหิ้วหอบใบหน้าเหล่านั้นลงมาจากพาหนะคู่ใจ เดินไหล่เอียงไปตามถนนลูกรังเลียบทางรถไฟ เส้นทางกลับบ้านของเขาอยู่ไม่ไกล จากป้ายจอดพาหนะคู่ใจถึงรั้วบ้านก็ประมาณเศษหนึ่งส่วนสองของระยะทางหนึ่งกิโลเมตร ว่าไปมันก็เป็นเหมือนท่าการบริหารประเภทยกน้ำหนักของเขาสัปดาห์ละครั้ง และในทุกครั้งเขาจะรู้สึกตื่นตัวเสมอ เลือดลมของเขาไหลเวียน แม้แข้งขาจะค่อนข้างอ่อนล้า บางครั้งมีตะคริวขึ้นเป็นลูกหนูทั้งที่น่องและฝ่าเท้า แต่ใบหน้าของเขาก็ยังเป็นปกติดี เขายังเกาะกุมสติไว้ได้อย่างมั่นคง ยังคิดด้วยซ้ำว่าเขาเป็นธิราชผู้มีบุญที่ชอบจินตนาการถึงการมีเจ้าจอมแบบยกครัว ฝันกลางวันของเขามักเป็นเช่นนั้นเสมอเวลาคอยพาหนะคู่ใจที่ไม่มาตรงเวลา และมันก็เป็นแค่จินตนาการของใบหน้าชั้นล่างระดับกลางเท่านั้น หาใช่ใบหน้าระดับชั้นสูงที่เต็มไปด้วยอำนาจร้อยแปดไม่ ความจริงเขาเองก็พอมีเรื่องผจญภัยเล็กๆน้อยๆอยู่บ้างเหมือนกัน เช่นเวลาข้ามถนนจากสถานีรถไฟไปที่ทำการไปรษณีย์ เขาต้องข้ามถนนอย่างโดดเดี่ยวท่ามกลางสัตว์ประหลาดที่วิ่งเพ่นพ่านบนถนน 4 เลน โลกทั้งโลกของเขาเหมือนถูกตัดขาด แต่ขณะเดียวกันเขาก็รู้สึกตื่นตัวเต็มที่ องคชาติของเขาลุกชันแต่แล้วพลันก็หดลงเมื่อต้องเผชิญกับจินตนาการในดินแดนมหัศจรรย์ของประเทศนี้ เขาตื่นตัวฉับพลันแต่ก็กลับกระจ้อยร่อยลงทันที ไม่มีใครเป็นเพื่อนใครเวลาเดินข้ามถนน 4 เลน เขาเคยกล่าวเช่นนั้นมานานแล้ว และมันก็ยังเป็นจริงมาจนทุกวันนี้ โชคดีที่เขาปลอดภัยมาได้โดยไม่ถูกพวกยักษ์ตาเดียวจับกินระหว่างทาง เขาหิ้วหอบใบหน้าทั้งหลายเหล่านั้นก้าวขึ้นพาหนะคู่ใจ และต้องคอยระวังไม่ให้ใบหน้าของใครตกหล่นไปจากตัว เขากอดใบหน้าของเขาและเธอเหล่านั้นเอาไว้แนบแน่น ครั้งหนึ่งเขาวิ่งมาเกือบไม่ทัน พาหนะคู่ใจของเขากำลังเคลื่อนออกจากสถานี เขายังไม่ได้ก้าวขึ้นไป แต่ไม่รู้ทำไมเขาจึงกระโดดเกาะราวบันไดในทันที เขาไม่ควรทำเช่นนั้นเลย วิญญาณเด็กขายโอเลี้ยงหน้าสถานีคงกลับมาสิงเขาอย่างไม่รู้ตัว เขากระโดดเกาะราวบันไดด้วยสัญชาตญาณ โดยลืมไปว่าในครั้งนั้นเขาต้องแบกน้ำหนักของเหล่าใบหน้าทั้งหลายไว้บนไหล่ เขาเกาะราวบันไดของพาหนะคู่ใจด้วยมือข้างเดียว ใบหน้าของเขาออกอาการเพราะที่บ่าข้างนั้นรับน้ำหนักมากเกินไป แต่เขาทำได้ เขาทำได้เพราะสัญชาตญาณโดยแท้ การกระโดดเกาะด้วยมือเดียวในครั้งนั้นเกือบทำให้เขาพลาด อะไรจะเกิดขึ้นถ้าเขาพลาด เขาคงร่วงลงไปที่พื้นชานชลา หรือไม่ก็อาจพลาดตกลงไปอยู่ใต้ล้อเหล็กของพาหนะคู่ใจ เขาเคยเห็นภาพเช่นนั้นมาก่อน แต่บังเอิญผู้ที่โชคร้ายคนนั้นไม่ใช่เขา นี่กระมังเรื่องการผจญภัยเล็กๆน้อยๆของเขา อ้อ.. ยังมีอีกเรื่องหนึ่ง ยังมีการผจญภัยที่น่าตื่นเต้นอีกเรื่องหนึ่ง ครั้งนั้นฝนตกเปียกปอน เขาห่อใบหน้าทั้งหลายไว้ในถุงพลาสติกสีดำขนาดใหญ่ โดยถอดรองเท้าโทรมๆมาถือไว้ที่มือข้างซ้าย แม้จะนำร่องอย่างเชี่ยวชาญมาแล้วเกือบทั้งชีวิต รู้วิธีจิกปลายเท้าเวลากระดืบเดินไปบนทางโคลน แต่ก็มีมากกว่าหนึ่งครั้งที่เขาพลาด เขาลื่นหกล้มจนใบหน้าที่หอบหิ้วมาเหล่านั้นกระจายหลุดไปเปื้อนโคลนเกือบตกคูน้ำ เวลาฝนตกทางลื่นเขาจะพัฒนาสัญชาตญาณในการจิกปลายเท้าขึ้นมาอย่างช่ำชอง การจิกปลายเท้าได้กลายเป็นศิลปะอย่างหนึ่งของเขาไปแล้ว เขาต้องจิกปลายเท้าให้เข้ากับจังหวะการก้าวเดิน และจะประเมินทางโคลนเพื่อกระดืบเดินไปอย่างช้าๆ หนทางเบื้องหน้าคาดเดาอะไรไม่ได้เลย เขาจะต้องเรียนรู้วิธีจิกปลายเท้าให้มั่นคง เหมือนนักเต้นบัลเล่ต์ที่ต้องเรียนรู้ศิลปะการหมุนตัวเพื่อจิกปลายเท้าไม่ให้พลาดล้ม เขาเป็นเหมือนนักเต้นบัลเล่ต์สมัครเล่นในทุกฤดูฝน ไม่ว่าจะจิกท่าไหน ถ้าเขาพลาดเขาก็ต้องชอกช้ำเป็นธรรมดา ครั้งหนึ่งเขาจิกปลายเท้าผิดจังหวะจึงล้มลงก้นจ้ำเบ้ากางเกงขาด นั่นกระมังการผจญภัยอีกเรื่องหนึ่งของเขา เขานึกต่อในใจ แล้วมีบ้างหรือไม่ที่เป็นการผจญภัยแบบเลือดตกยางออก มีแน่นอน และมันจะเกิดในทุกครั้งที่เขาไม่ระวังตัว ทุกไตรมาสเมื่อถึงเวลาเปิดดูใบหน้าเหล่านั้น ใบหน้าของเขาและเธอเหล่านั้นล้วนมีที่มาจากแหล่งต่างๆกัน ไม่มีใครรู้ล่วงหน้าว่าปลายทางจะเป็นเช่นใด พวกเขามากองรวมอยู่บนโต๊ะทำงานเก่าๆของเขา พวกเขาซ่อนตัวมาในซองหลากสี ใบหน้าปิดผนึกแน่นจนทำให้นึกไปถึงนิสัยใจคอที่ยังลังเลเหมือนไม่ยินดีให้เปิดออก แต่เมื่อมาวางรออยู่ตรงหน้า หน้าที่ของเขาก็คือจะต้องเปิดดูให้รู้แน่ว่ามันมีความลับอะไรซุกซ่อนอยู่ เพราะมันเป็นวิธีเดียวเท่านั้นที่เขาจะใช้เปิดเผยความลับ แต่ด้วยความอยากรู้อยากเห็นของเขานั่นเองที่ได้นำอันตรายบางอย่างมาให้ แม้ไม่ใช่อันตรายหนักหนาสาหัส แต่มันก็ทำให้เขาบาดเจ็บขึ้นมาจนได้ เขาบาดเจ็บได้อย่างไร เขาบาดเจ็บก็เพราะวิธีที่เขาใช้จัดการกับใบหน้าเหล่านั้นนั่นเอง กล่าวคือเขาต้องใช้คัตเตอร์ตัดที่ขอบและแกะซองให้เปิดออก ครั้งหนึ่งโชคไม่ดีมือข้างขวาที่จับคัตเตอร์ของเขาตวัดไปเฉี่ยวเอานิ้วชี้ที่มือข้างซ้าย เลือดกระฉูดทันที แม้จะมิได้ไหลนองแบบหนังสยองขวัญ แต่มันก็ไหลลงไปบนใบหน้าของเขาคนนั้น และหยดเป็นดวงไปเกาะที่ใบหน้าคนอื่นด้วย นี่กระมังที่เรียกว่าอาการเลือดตกยางออกของเขา มันก่อให้เกิดนามธรรมแบบคลุมเครือ แต่ก็เป็นรูปธรรมที่ทำให้เขาผูกพันกับใบหน้าเหล่านั้น แม้จะรักษาระยะห่างเอาไว้ แต่มันก็กลายเป็นความชิดใกล้ที่มีทั้งความปีติและและความแปลกแยก ถ้ามีกล้องถ่ายหนังแอบซ่อนไว้ที่ไหนสักแห่ง มันคงจะเก็บภาพตอนที่เขาถูกคัตเตอร์เฉือนเนื้อจนเลือดกระฉูดได้อย่างน่าตื่นเต้น ไม่ว่าคัตเตอร์จะคมหรือทื่อ คัตเตอร์ก็คือคัตเตอร์ มันพร้อมจะเฉือนเฉี่ยวทั้งใบหน้าของเขาและใบหน้าเหล่านั้นไปพร้อมกัน คมของคัตเตอร์ที่บาดลงไปคงจะกลายเป็นริ้วรอยแห่งบาดแผลที่มีทั้งคนนับถือและด่าแม่ นี่กระมังการผจญภัยเล็กๆน้อยๆของเขา มันเป็นการผจญภัยที่ทำให้เขารู้สึกเหมือนถูกกดทับด้วยแผ่นศิลาบางอย่าง เขาไม่ใช่พระเจ้า แต่มาเล่นบทของพระเจ้า ใบหน้าของเขาและเธอเหล่านั้นจึงเข้ามากดทับใบหน้าดั้งเดิมของเขาจนเลือนหายไป และมันได้ค่อยๆกลายเป็นใบหน้าของเขาเองในที่สุด ใบหน้าของเขาหาใช่ใบหน้าของเขา ใบหน้าของเขาซ้อนทับอยู่บนใบหน้าหลากหลาย ใบหน้าหลากหลายซ้อนทับอยู่บนใบหน้าของเขา เขารู้สึกเหมือนได้และเสียในเวลาเดียวกัน เขาได้ใบหน้าบางส่วนเหล่านั้น แต่เขาก็เสียใบหน้าบางส่วนของเขา นี่กระมังคือวิถีแห่งการดำรงอยู่ร่วมกัน ไม่ว่าจะมีคนรักหรือคนชัง ไม่ว่าเวลาจะเปลี่ยนไปกี่ยุคสมัย ใบหน้าของเขาและเธอทั้งหลายได้กลายมาเป็นเหมือนใบหน้าที่ครอบงำ ทุกใบหน้าต่างเฝ้าคอยการตัดสินและทำปฏิกิริยาจนเข้ามาครอบครองตัวเขาในที่สุด เขายืนอยู่ที่เดิมก็จริง แต่หัวจักรของเขากลับบังคับไม่อยู่ มันวิ่งพุ่งไปข้างหน้าเหมือนไร้การบังคับ หัวจักรที่ไร้การบังคับของเขานั่นกระมังคือใบหน้าที่แท้จริงของเขา และเขาคงจะพุ่งพาต่อไปจนกว่าจะถึงจุดหมายปลายทาง เพื่อเดินทางไปสู่ดินแดนใหม่ๆที่เขาไม่รู้จัก โดยจะหยุดก็ต่อเมื่อไปชนหรือกระแทกกับอะไรบางอย่าง จนใบหน้าเหล่านั้นกระเด็นออกไป และหยุดนิ่งไม่เคลื่อนไหว คำถามมากมายคงตามมา บางคำถามอาจมีเครื่องหมายตกใจแทรกเติมเข้ามาอย่างไม่ได้รับการเชื้อเชิญ เขายังยืนอยู่ที่เดิม แต่ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยริ้วรอยที่ไม่เหมือนเดิม บัดนี้เขาไม่ได้คอยอะไรอีกต่อไปแล้ว ฉากจบแห่งใบหน้าของเขาคงจะเหมือนกับประโยคลงท้ายในบทละครเรื่อง คอยโกโด
“เราไปกันเถอะ”
แต่แล้วก็ไม่ขยับเคลื่อนไปไหน

พิมพ์ครั้งแรกในคอลัมน์ “เจ้าตัวร้าย” : ช่อการะเกด 55 : มกราคม – มีนาคม 2554

( หมายเหตุ : การพิมพ์ครั้งนี้ผู้เขียนได้แก้ภาษาอีกครั้ง )

Post Navigation