* Art Horizon of Suchart Sawasdsri * โลกศิลปะของ สุชาติ สวัสดิ์ศรี

บล็อกนี้แฟนคลับสร้างเป็นเกียรติแก่คุณ สุชาติ สวัสดิ์ศรี – ผู้ทรงคุณวุฒิทางวรรณกรรมแห่งตำนานโลกหนังสือและช่อการะเกด

Archive for the category “สิงห์ส่องแสง”

ปีกแห่งเสน่หา Wings of Desire

936full-wings-of-desire-poster

นี่คือหนังของ วิม เวนเดอร์ ที่ผมชอบ นำเสนอเนื้อหาแบบ Metafiction ประสานกับมุมมอง”การเลือก”หรือ”ไม่เลือก”แบบ Existentialism ที่ให้แง่คิดได้อย่างลงตัว เนื้อหากล่าวถึงเทวดา 2 ตัว (ผมเรียกเทวดาว่า”ตัว” คงไม่มีใครมาหาเรื่อง) ในร่างมนุษย์ที่มาแอบมองพฤติการณ์ต่างๆของมนูษย์ โดยต้องไม่เข้าไปแทรงแซง หรือปรากฏตัวให้เห็น เทวดาทั้งสองแยกย้ายกันไป”ส่อง”มนุษย์ แล้วก็ได้เรียนรู้ว่าชีวิตนั้นเป็นทุกข์ อยากเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งก็ทำไม่ได้ เพราะตัวเองเป็นเทวดา ดังนั้นก็ทำได้แบบ”ไม่ได้ทำอะไรเลย” เทวดาตัวเอก (รับบทโดยบรูโน แก๊งซ์) รู้สึกเห็นใจและเข้าใจ จนในที่สุดได้ตัดสินใจ”เลือก”ปรากฎตัวให้คนอื่นๆมองเห็น ซึ่งนั่นก็หมายความว่า เขาไมได้เป็น”เทวดา”อีกต่อไปแล้ว เขาได้ตัดสินใจต้องการเป็นมนุษย์ รู้สึกเจ็บได้ เป็นทุกข์ได้ มีความรักได้ และนั่นหมายถึงเขายอมสละ”ความเป็นอมตะ”ของตัวเอง ต่อไปนี้เขาจะเกิด แก่ เจ็บ ตาย ได้เช่นเดียวกับมนุษย์ที่เขาได้มาเป็นส่วนหนึ่ง

wingsofdesire1

หนังเรื่อง”ปีกเสน่หา”ของวิม เวนเดอร์ เรื่องนี้จบลงแบบปลายเปิด ไม่มีใครรู้ว่า “เทวดา”ที่กลายเป็น”มนุษย์”แล้วนั้นจะดำเนินชีวิตต่อไปอย่างไร ผู้หญิงที่เขาแอบชอบจะยังรักเขาอยู่เหมือนเดิมหรือไม่

นี่คือลีลาแบบ Post Modern ที่ผมชอบ และก็ยังแอบหวังไปเรื่อยเปื่อยว่า บรรดาเทวดาร้อยพ่อพันแม่ในบ้านเรา พวกเขาเหล่านั้นน่าจะค่อยๆเรียนรู้เพื่อที่จะเป็นมนุษย์ให้มากขึ้น ซึ่งก็ไม่รู้ว่าผมคิดมากไปคนเดียวหรือเปล่า

l-wings-of-desire-poster4

“ปีกเสน่หา”เป็นหนังยุคแรกๆของวิม เวนเดอร์ ที่กำกับมาตั้งแต่เมื่อ ค.ศ.1987
ลองไปหาหนังแผ่นเรื่องนี้มาดูหามุมมองใหม่ๆนะครับ

Advertisements

ชมภาพยนตร์ของ ชาร์ลี แชปปลิน และคุยกับ สุชาติ สวัสดิ์ศรี

สุ

จิบกาแฟ ทานขนม ฟังความคิดทัศนะวิจารณ์
ดูภาพยนตร์แสนคลาสสิก

โครงการภาพยนตร์นานาชาติสถาบันปรีดี พนมยงค์ ร่วมกับ มูลนิธิไชยวนา (ครูองุ่น มาลิก) และ กลุ่มTod Too Pracha Thip Patai

ขอเชิญฟังทัศนะวิจารณ์และชมภาพยนตร์คัดสรรพิเศษ
ในวาระครบรอบ ๖๙ ปี สิ้นสุดสงครามโลก ครั้งที่สอง

วันเสาร์ที่ ๒ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๕๗ ณ หอประชุมพูนศุข พนมยงค์
เริ่มเวลา ๑๓.๐๐ น.

ทัศนวิจารณ์ภาพยนตร์โดย
‘สุชาติ สวัสดิ์ศรี’

จากนั้นชมภาพยนตร์ 2 เรื่องของ ชาร์ลี แชปลิน
Charlie Chaplin Double Bill

MODERN TIMES 1936
หนังเงียบ silent film
บรรยายไทย / THAI SUBTITLES
B/W 83 minutes

THE GREAT DICTATOR 1940
In ENGLISH / THAI SUBTITLES B/W 120 minutes

Starring / Written / Directed by Charlie Chaplin

ดำเนินรายการโดย สินธุ์สวัสดิ์ ยอดบางเตย

ชมฟรี Admission Free
เดินทางสะดวกด้วยรถไฟฟ้าบีทีเอส สถานีทองหล่อ (ทางออกที่ ๓)
สอบถามรายละเอียด โทร ๐๘-๑๖๓๒-๘๒๑๔

The Swimmer

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

หนังเก่า 10 อันดับในดวงใจของผมคือเรื่องนี้ The Swimmer หลายท่านคงไม่รู้จักทั้งที่เป็นหนังฮอลลีวู้ด จากการกำกับของผู้กำกับรุ่นทศวรรษ1960 คือ Frank Perry ดัดแปลงเป็นบทภาพยนตร์โดย Eleanor Perry

สิ่งที่ผมชอบจากหนังเรื่อง The Swimmer คือการดัดแปลงบทอย่างอิสระจากเรื่องสั้นของ John Cheever นักเขียนเรื่องสั้นของอเมริการุ่นเดียวกับเบอร์นาร์ด มาลามุด จอห์น อัพไดด์ และซอล เบลโล แต่จอห์น ชีเวอร์ไม่ค่อยเป็นรู้จักกันนักในบ้านเรา นักแปลก็ไม่ค่อยให้ความสนใจ แต่ผมชอบเขา โดยเฉพาะจากงานเรื่องสั้นหลายเรื่องที่”เปิดกระชาก”สังคมชนชั้นกลางระดับบนของอเมริกาได้อย่างเห็นภาพ เช่นจากจากเรื่อง The Swimmer ที่นำมาดัดแปลงสร้างเป็นภาพยนตร์เมื่อรุ่นปลายทศวรรษ 1970 ถ้าจำไม่ผิด ผมเคยดูหนังเรื่องนี้จากโรงหนังกรุงเกษม ที่อยู่ไม่ไกลจากหัวลำโพงเท่าใดนัก ลงจากรถไฟก็เดินข้ามคลองผดุงกรุงเกษมไปได้เลย เข้าใจว่าคงจะจำไม่ผิด ถ้าใครเคยดูหนังเรื่องนี้ และจำชื่อโรงหนังที่ฉายได้ ช่วยให้ความจำผมด้วย

the-swimmer-1968-2

หนังที่ดัดแปลงมาจากเรื่องสั้นของจอห์น ชีเวอร์เรื่องนี้ ผม”ลัดเวลา”มาให้ท่านแล้ว ท่านลองกดเข้าไปชมตัวอย่างได้ ชีเวอร์เล่าเรื่องของตัวเอกคนชั้นกลาง เขาเคยมีทุกสิ่งทุกอย่าง แต่ตอนนี้เขากลายเป็น”ไอ้ขี้แพ้” หมดสิ้นทุกอย่างทั้งชื่อเสียงในวงสังคมชั้นสูงและทรัพย์สินเงินทอง วันหนึ่งเขาจึงคิดอยากไปเยี่ยมเพื่อนฝูงและคนรู้จักที่อยู่ในละแวกหมู่บ้านเดียวกัน คนชั้นกลางอเมริกันที่มีฐานะนั้น สัญลักษณ์สำคัญภายในบ้านของพวกเขาก็คือ “สระว่ายน้ำ” สระเล็กสระใหญ่ หรือหรูหราแค่ไหนก็ต้องมีให้ได้ เพราะเหมือนเป็นการประกาศฐานะทางชนชั้นไปในตัว ตัวเอกของเราอยากไปเยือนพวกเขาในชุดว่ายน้ำ เขาจึงถอดเสื้อผ้าออกหมด ยกเว้น”กางเกงใน”ตัวเดียว แล้วก็ออกวิ่งเยาะๆ ผ่านไปที่บ้านใครก็จะไปสนทนาถามสารทุกข์สุกดิบ บางบ้านเป็นเมียเก่าที่หย่ากันไปแล้ว บางบ้านผู้หญิงเคยเป็นชู้รัก บางบ้านเขาเคยช่วยเหลือตอนตกยาก บางบ้านทิ้งร้างไม่มีใครอยู่ บ้านคนชั้นกลางเหล่านี้คือเพื่อนบ้านของเขาทั้งนั้น (ลองจินตนาการหมู่บ้านจัดสรรระดับเดอลุกซ์ในบ้านเราก็ได้) กฎของการนุ่ง”กางเกงใน”มาเยือนบรรดาเพื่อนบ้านของเขา ไม่ว่าจะได้รับการต้อนรับหรือไม่ เขามาก็เพื่อจะขอลงสระว่ายนำ้เท่านัน ไม่มีอะไรอื่น บ้านไหนเจ้าของบ้านไม่อยู่ ปล่อยให้สระไม่มีน้ำเขาก็จะลงสระว่ายนำ้ของบ้านนั้น แล้วเดินข้ามสระไป

the-swimmer-movie-poster-1968-1020271583

สำหรับผมนี่คือชัยชนะอันยิ่งใหญ่ เขาเป็น the Winner ไม่ใช่ the Loser เขามาเพียงเพื่อขอเดินหรือลง”สระว่ายน้ำ” (อันเป็นสัญลักษณ์ของ American Dream) เขามาเพียงเพื่อผ่านไปเท่านั้น-จบ

นี่คือเรื่องสั้นคุณภาพชั้นดีที่”เปิดกระชาก” (คำของผมเอง) สังคมคนชั้นกลางอเมริกันได้อย่างเห็นนัยยะหลายอย่าง ลองจินตนาการดูก็ได้ ถ้าผมนุ่ง”กางเกงลิง”ตัวเดียว แล้วเดินเข้าไปลงสระว่ายนำ้ของใครสักคนที่หมู่บ้านชั้นเดอลุกซ์ที่ไหนสักแห่ง..อะไรจะเกิดขึ้น ผมนุ่งกางเกงในตัวเดียว แล้วเดินเข้าขอลงสระว่ายน้ำของหมู่บ้าน”ท่านชาย”ที่ไหนสักแห่ง ขอประทานโทษ..อะไรจะเกิดขึ้นกับผม

ยุคสมัยแห่งต่อมความดี

ยุคสมัยแห่งต่อมความดี

โดย สิงห์สนามหลวง

จาก เนชั่นสุดสัปดาห์ 2 พฤศจิกายน 2550

Image

แปลกใจที่หนังเรื่อง แสงศตวรรษ ได้ถูก “คณะเผด็จการหนังไทย” ในบ้านเรามองไปในแง่ลบ (แบบเดียวกับกรณีภาพเขียนภิกษุสันดานกา)  เท่าที่ฟังเหตุผลของ “คณะเผด็จการหนังไทย”  ในบ้านเราแจ้งให้ทราบเกี่ยวกับความไม่บังควรต่างๆ ในหนังเรื่อง แสงศตวรรษ แล้ว ผมคิดว่าเป็นเหตุผลแบบโง่เขลาเบาปัญญาโดยแท้  ในยุคนี้ดูเหมือนผู้คนจะแก่งแย่งกันใช้คำว่า “คุณธรรม” จนน่ารำคาญยิ่ง  ซึ่งก็ไม่มีใครรู้ว่าเป็น “คุณธรรม” ประเภทไหน รู้แต่ว่าส่วนใหญ่แล้ว “แอ๊บแบ๊ว”  ในลักษณะคุณจะทำ (แต่ไม่มีใครรู้ว่า มึงจะทำหรือเปล่า)  ในยุคนี้เป็น “ยุคสมัยแห่งต่อมความดี”  โดยแท้ และเป็นต่อมความดีประเภท “แตกกระจาย”  แบบผิดพื้นที่ ผิดบุคคล และผิดเวลา  เนื่องจากคำว่า จริยธรรม (Ethic)  และศีลธรรม (Moral) ในบ้านเราดูเหมือนจะมีน้ำหนักและน้ำเสียงไม่แน่นอนมานานแล้ว  และมีผลทำให้คำว่าคุณธรรม (Virtue) ในภาษาไทยพลอยมีความหมายไม่แน่นอนตามไปด้วย

Image

ข้อแนะนำเรื่องวัตถุดิบเกี่ยวกับการสร้างหนังไทยนั้น  ผมเคยพูดไว้นานแล้ว คือบ้านเรานั้นตกอยู่ในชะตากรรมว่าด้วยคุณธรรมแบบมือถือสากปากถือศีลมาช้านาน  เช่น ชอบจัดระเบียบ แต่ปราศจากวินัย  เรื่องของเรื่องจึงเป็นการแส่หาเรื่องเพื่อให้เป็นเรื่อง โดยคิดแทนผู้คนว่า กูและ “คณะของกู” เท่านั้น คือผู้ตัดสินว่าอะไรควรและไม่ควร และถ้าควรก็อาจหมายเลยไปถึงสิ่งที่พุ่มพวง ดวงจันทร์ เคยร้องเป็นเพลงว่า เงินล่ะ…มีมั๊ย ?

Image

คำว่า “ศิลปะร่วมสมัย” ในบ้านเราไม่ว่าสาขาใด ผมคิดว่าแทบไม่สามารถ “ก้าวไปก่อนล่วงหน้า” ได้เลย  เนื่องจากมี “หลุมคำ” ประเภท “ศีลธรรมอันดีงาม”  และ “ความมั่นคงของชาติ” มาเป็นตัวบ่งการทำให้เกิดภาวะ “เซ็นเซอร์ตัวเอง” ยิ่งมีกฎหมาย  “หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ”  ยุคใหม่เข้ามาเสียบด้วย  ก็ยิ่งทำให้เห็นแต่ภาพงามๆ ว่าด้วยความเบาปัญญาและมายา  คติแห่งความกลัว  ซึ่งทั้งหมดที่กล่าวมามีสาเหตุอยู่เรื่องเดียว  คือความอ่อนแอของ “พลังทางปัญญา”  ทั้งจากตัวเราเองและผู้คนรอบข้าง

Image

ขณะนี้มีร่าง พ.ร.บ. ภาพยนตร์ฉบับใหม่เสนอเข้ามาแทน พ.ร.บ. ภาพยนตร์ฉบับเก่าที่ประกาศใช้มาตั้งแต่สมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์  เท่าที่ติดตามข่าวก็เห็นว่า  “ต่อมความดี”  ยิ่งโตไปกว่า พ.ร.บ. ภาพยนตร์ฉบับเก่าเมื่อ พ.ศ. 2474 แม้ว่าจะมีการ “จัดเรทตามอายุผู้ชม” ให้ดูเป็นสากลมากขึ้น กล่าวคือระบุตามอายุของผู้ชมไว้ 4 ระดับ ได้แก่

  • หนังที่ เหมาะ สำหรับผู้ชมทุกเพศทุกวัย
  • หนังที่บุคคลอายุต่ำกว่า 15 ปี ต้องมีผู้ปกครองร่วมชมด้วย
  • หนังที่บุคคลอายุต่ำกว่า 18 ห้ามดู
  • หนังที่ ห้ามเผยแพร่ ในราชอาณาจักร

Image

“การจัดเรทตามอายุผู้ชม” ทั้ง 4 ระดับดังกล่าว ว่าไปแล้วก็คือ “เหล้าเก่าในขวดใหม่” นั่นเอง คือยังคงมีเนื้อหาในวิธีการปฏิบัติเหมือน พ.ร.บ. ภาพยนตร์ฉบับเก่าเมื่อ พ.ศ.2474  เช่นต้องอาศัย คณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์ หรือที่เราเรียกว่า “คณะกรรมการเซ็นเซอร์” อยู่ตามเดิม แถมยังมีความร้ายกาจเพิ่มมากขึ้น กล่าวคือคณะกรรมการชุดนี้มีสิทธิที่จะ “สั่ง” ให้ผู้สร้างตัดเนื้อหาที่ไปพาดพิงบุคคลอื่นหรือที่เห็นว่า “ผิดกฎหมาย” ก่อนที่หนังเรื่องนั้นจะเข้าสู่กระบวนการจัดเรท ซึ่งเมื่อพิจารณาจากเรทระดับสุดท้าย (คือข้อที่ 4) ถ้าหาก “คณะต่อมความดีโต” มีความเห็นว่าเป็น หนังที่ห้ามเผยแพร่ในราชอาณาจักร นั่นก็หมายความว่า ถ้าคุณอยู่ในประเทศนี้ คุณจะผิดกฎหมายทันที เมื่อคุณได้ดูหนังที่ “คณะต่อมความดีโต” ประกาศออกมาว่า  “ห้ามเผยแพร่ในราชอาณาจักร” – ไม่ว่าคุณจะมีอายุแก่ขนาดไหนก็ตาม  คุณก็จะ “ดู” ไม่ได้เด็ดขาด!!  นี่คือรูปจำแลงของลัทธิเผด็จการที่มาในนามของร่าง พ.ร.บ.ภาพยนตร์ฉบับใหม่กล่าวคือมันให้อำนาจแก่ “คณะต่อมความดีโต”  ว่าสามารถสั่ง – ตัด – แบน – และจัดเรท ภาพเคลื่อนไหวของสื่ออีเล็กทรอนิกส์ได้ทุกประเภทตามอาการ “ต่อมความดี” ของตนว่าจะ “โต” หรือ “แตก” แบบใด

Image

ร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้มีชื่อเต็มว่า พระราชบัญญัติภาพยนตร์และวิดีทัศน์ ได้ข่าวว่าผู้เสนอร่าง พ.ร.บ. ได้ถอนร่างคืนไปแก้ไขแล้ว  ซึ่งก็ไม่ทราบว่าจะมีเสนอแก้ไขให้หนักมากขึ้นกว่าเดิมหรือเปล่า

ที่ตอบมานี้คงจะพอเป็นแนวทางให้คุณเห็นภาพว่า ผมมีทัศนะเป็นอย่างไรกับสิ่งที่เรียกว่า ตัด – แบน – จัดเรท ในร่าง พ.ร.บ. ดังกล่าว

 

IMG_8243

จากตอบจดหมายของ พยัคฆ์ภูมิสัย ใน คอลัมน์ สิงห์สนามหลวงสนทนา  

เนชั่นสุดสัปดาห์ 2 พฤศจิกายน 2550

 

Image

มาร์เกอริต ดูราส์ กับหนังและหนังสือ

มาร์เกอริต  ดูราส์ กับหนังและหนังสือ

โดย สุชาติ  สวัสดิ์ศรี

จากคอลัมน์ ฝันกลางวันของนักดูต้นคอ

นิตยสาร  Filmview ฉบับที่ 8 ปักษ์แรก ก.ย.36

(ภาพปก “แรกรัก” และ “คนรักจากโคลอง” ซึ่งแปลจาก The Lover และ “เขื่อนกั้นแปซิฟิก” กับ “โรคแห่งความตาย” ทั้งหมดคืองานเขียนของ มาร์เกอริต ดูราส ในฉบับภาษาไทน)

Image

มาร์เกอริต ดูราส์  เขียนหนังสือเรื่อง L’amant หรือที่รู้จักกันในพากย์ภาษาอังกฤษว่า  The Lover เมื่อเธออายุ 70 ปี นับเป็นนักประพันธ์สตรีร่วมสมัยของฝรั่งเศสที่ยืนยงคงกระพันมาตั้งแต่รุ่นหลังสงครามโลกครั้งที่ 2  หากไม่นับไปถึง ซีโมน เดอ โบวัวร์  และนักประพันธ์สตรีของฝรั่งเศสในรุ่นราวคราวเดียวกัน  เช่น นาตาลี  ซาโรต,  มาร์เกอริต ยูร์ เซนาร์,  ฟรองซัว ซากอง  และคริสติอาน  รอเชอฟอร์ต

Image

ซีโมน เดอ โบวัวร์  เป็นเด่นไปทางเนื้อหาที่มุ่งเน้นแง่คิดเชิงปรัชญา  เช่นเดียวกับ  มาร์เกอริต ยูร์เซนาร์ และ นาตาลี ซาโรต  ที่งานเขียนเสนอรูปแบบในเชิง  “นวนิยายใหม่”  ส่วน ฟรองซัว ซากอง และคริสติอาน รอเชอฟอร์ต จัดเป็นกลุ่ม  “นวนิยายผู้หญิง”  ที่มาแรงในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 นวนิยายผู้หญิงเหล่านี้ถือเป็นปฏิกิริยาอีกแบบหนึ่งที่แสดงอาการ  “ขัดขืน”  และแรงขึ้นไปจนถึงขั้นต่อต้าน  “ความเป็นชายชาตรี”  ที่มักจะแสดงบทบาทอยู่ในงานเขียนของ  อองเดร มาลโรซ์  และ ฌอง-ปอล ซาร์ตร์

Image

มาร์เกอริต ดูราส์ ก็นับเป็นหนึ่งในกลุ่มนักเขียน  “นวนิยายผู้หญิง”  ที่มีบทบาทไม่น้อยในแง่การสำรวจตรวจสอบ  “สิทธิสตรี”  และแง่มุมพิเศษของความเป็นผู้หญิง  แม้ว่าเธอและกลุ่มนักเขียน “นวนิยายผู้หญิง”  มักจะถูกมองไปในแง่ว่าชอบสำรวจแต่ปัญหาที่เป็นเรื่องส่วนตัว  หรือเรื่องในแง่มุมเล็กๆ เช่น ความสัมพันธ์ทางเพศ  และอารมณ์ความรู้สึกทางด้านนี้  ที่เน้นการวิเคราะห์มากเกินไปจนแทบไม่มีความสง่างามและไม่มีละเอียดลึกซึ้งด้วยลีลาอันนุ่มนวลตามแบบ “โกแลตต์”  ผู้เป็นนักเขียนสตรีรุ่นพี่

Image

อย่างไรก็ตาม  งานเขียนของดูราส์ก็ไม่ได้มุ่งเน้นไปที่ความเหลื่อมล้ำ หรือความไม่เสมอภาคทางเพศแบบเดียวกับกลุ่ม  “นักเขียนผู้หญิง”  อื่นๆ ตัวละครผู้หญิง  “แบบดูราส์”  มักจะยอมตามผู้ชายเสียด้วยซ้ำ  หากแต่มีอาการขัดขืนในลักษณะซ่อนเร้น  แม้จะโดยเพื่อความรัก  หรือเพื่อความลุ่มหลงใดๆ ก็ตาม  ตัวละครผู้หญิง “แบบดูราส์”  มักจะอยู่ในโลกของ “ผู้ชาย”  ด้วยความเต็มใจ แต่ในที่สุดก็หลีกเลี่ยงออกมาจนได้เพราะความมุ่งมั่นส่วนตัว  ตัวละครผู้หญิง  “แบบดูราส์”  ถ้าจะมองว่าต่อต้านโลกของ “ผู้ชาย”  ก็เป็นเพราะโลกของ “ผู้ชาย”  นั้นมักนำความเศร้ามาสู่เธอ  พวกเธอเหล่านั้นจึงต่อต้าน  “ผู้ชาย”  ด้วยความเป็น “ผู้หญิง”  ให้ความสำคัญกับโลกของผู้ชายโดยเท่าเทียมกับโลกของผู้หญิง  คือดูเหมือนว่า “ผู้ชาย”  จะเป็นใหญ่  แต่เอาเข้าจริงแล้ว “ผู้หญิง”   ต่างหากที่เป็นฝ่ายตัดสินว่าจะยอมให้  “ผู้ชายเป็นใหญ่หรือไม่”  ลักษณะนี้ไม่ใช่ลักษณะของ “ผู้หญิงขบถ”  แบบ ซีโมน เดอ โบวัวร์  แต่หากเป็นลักษณะตัวละคร “ผู้หญิงแบบดูราส์”  ที่มีลีลา “ขบถนิ่มๆ” แบบตัวละครผู้หญิงในงานประพันธ์ของ “โกแลตต์” และ “อนาอิส นิน”

Image

งานเขียนต่างๆ ของมาร์เกอริต ดูราส์ ดูเหมือนจะเสนอเรื่องราวของ “ผู้หญิง” ออกมาทำนองนั้นทั้งในฐานะของนักประพันธ์ นักเขียนบทละคร และนักเขียนบทภาพยนตร์ ที่ต่อมาได้กลายเป็นผู้กำกับด้วย  อย่างไรก็ตามงานในส่วนที่เธอเกี่ยวข้องกับภาพยนตร์ มักจะเป็นที่จดจำกันได้มากกว่าส่วนอื่น  โดยเฉพาะงานด้านเขียนบทภาพยนตร์เรื่อง Hiroshima, Mon Amour ที่นำขบวนนักสร้างหนังกลุ่ม  “คลื่นลูกใหม่”  ของฝรั่งเศสก้าวออกสู่สายตาชาวโลกในรุ่นทศวรรษ 1960 เป็นต้นมา

Image

มาร์เกอริต ดูราส์ เป็นนามปากกา นามจริงของเธอคือ Marguerite Donnadieu  เธอเกิดที่เกีย บินห์ เมื่อวันที่ 4 เมษายน ค.ศ. 1914  ซึ่งขณะนั้นเกีย บินห์  เป็นส่วนหนึ่งอาณานิคมของฝรั่งเศส  เรียกกันทั่วไปว่า  “Cochin China”  ประกอบไปด้วยส่วนที่ต่อมากลายเป็นประเทศเวียดนาม  ลาว และกัมพูชา  ในปัจจุบันพ่อแม่ของเธอเป็นครูสอนหนังสือ  อพยพมาอยู่ใน “อินโดจีนของฝรั่งเศส”  เพื่อแสวงหาชีวิตที่ดีขึ้นในดินแดงอาณานิคม แต่ทว่าก็เป็นเพียงคนชั้นกลางระดับล่างที่ฐานะค่อนข้างยากจน  แม้จะมีที่ดินในเวียดนามเป็นของตนเอง  ปลูกข้าวกินเอง  แต่แล้วก็สู้ความลำบากไม่ไหว  ต้องหันมายึดอาชีพสอนหนังสือในโรงเรียนมัธยมชนบทแห่งหนึ่งแถบชานเมืองไซง่อน  ดูราส์กำพร้าพ่อตั้งแต่อายุยังน้อย ปล่อยทิ้งแม่และพี่น้อง 3 คนให้เผชิญชีวิตอยู่ในดินแดนอาณานิคม จนกระทั่งเมื่อเธออายุ 18 จึงได้ออกเดินทางจากอินโดจีนกลับไปเรียนหนังสือที่ฝรั่งเศส

Image

มาร์เกอริต ดูราส์ แต่งงานกับนักเขียนฝรั่งเศสชื่อ Robert Antelme ต่อมาในช่วงสงคราม ขณะที่สามียังเป็นเชลยศึกอยู่ในค่ายกักกัน  เธอได้เข้าร่วมกับขบวนการใต้ดินของฝรั่งเศสและใช้ชีวิตอยู่กินอย่างเปิดเผยกับนักปรัชญาชื่อ Dionys Moscolo ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นพ่อของลูกชายคนเดียวของเธอ  ชีวิตแต่งงานที่ล้มเหลวนำเธอไปสู่การหย่าร้าง  และกลายเป็นคนติดเหล้า ในช่วงบั้นปลายของชีวิตดูราส์เข้าบำบัดรักษาอาการ “ติดเหล้า”  ในสถานพยาบาลแห่งหนึ่ง เมื่ออายุปลาย 60 เธอเริ่มเขียน  L’amant หรือ The Lover เมื่อ ค.ศ. 1983 โดยใช้เวลาเขียนอยู่ 3 เดือน  และในที่สุดก็ได้รับการตีพิมพ์ออกมา  ในเดือนสิงหาคม ค.ศ. 1984  เมื่อเธอล่วงเข้าสู่วัย 70 หนังสือเล่มนี้ติดอันดับ “ขายดี”  และได้รับความสำเร็จเกินคาด  คุณย่าวัย 70 เขียนความรำลึกย้อนหลังถึง “รักแรก”  ของเธอเมื่อตอนอายุ 15 ขวบครึ่ง  กับหนุ่มเศรษฐีชาวจีนวัย 32  นับเป็น “วรรณกรรมหมูแดง”  อีกเล่มหนึ่งที่เล่ามาจากมุมมองของคนที่เคยเป็น “หมูแดง”  โดยตรง ทำให้ได้รสชาติแตกต่างไปจากตัวละครประเภท “โลลิต้า”  อื่นๆ ที่มักจะเขียนด้วยมุมมองของนักเขียนชาย

Image

L’amant  พบความสำเร็จโดยขายได้ในฝรั่งเศสมากกว่า 4 ล้านเล่ม  ได้รับรางวัล “Prix Goncort”  ซึ่งถือเป็นรางวัลทางวรรณกรรมประจำปีที่มีเกียรติมากที่สุดรางวัลหนึ่งของฝรั่งเศส มีการแปลผลงานชิ้นนี้ออกเป็นหลายภาษา (รวมทั้งภาษาไทย)  และที่ดูเหมือนฮือฮากันมาก  ก็เห็นจะเป็นหนังของ ฌอง-ฌาคส์ อันโนด์ ที่ใครต่อใครได้กล่าวถึง  “หมูแดง –  เจน มาร์ซ” กันมาบ้างแล้วตามหน้า  “หนังสือหนัง”  ต่างๆ ผมคงไม่ต้องกล่าวซ้ำถึงความ “อีโรติก” ของเธอ

Image

ที่น่าแปลกก็คือ ผู้คนสนใจหนังสือ L’amant หรือที่แปลเป็นภาษาอังกฤษว่า The Lover เล่มนี้  เพราะอะไร  เพราะความเป็น “อีโรติก”  แบบงานเขียนของ  “อนาอิส นิน”  หรือ “เอริก้า จอง”  กระนั้นหรือ ?

Image

คำตอบสำหรับผมก็คือ ไม่ !

มาร์เกอริต ดูราส์  ไม่ใช่นักเขียนแนว “อีโรติก”  ในทรรศนะของผม  และหนังของ ฌอง–ฌาคส์  อันโนด์  ที่ดูเหมือนจะมุ่งไปในทาง “อีโรติก”  ก็ไม่เห็นจะอีโรติกอะไรมากนัก เมื่อเทียบกับหนังในแนวทางเดียวกันของ ซัลมาน คิง และ เอเดียน ไลน์  ยิ่งเอาไปเทียบกับหนังเอ็กซ์ในแนวทาง  “อีโรติกขนานแท้”  แบบ Night Trip หรือ House of  Dream ของ แอนดรูส์ แบล็ค  ด้วยแล้ว  เราคงไม่ต้องเหลืออะไรมาเปรียบเทียบ!

Image

แต่กระนั้น มาร์เกอริต ดูราส์ ก็ไม่ชอบใจที่ ฌอง – ฌาคส์  อันโนด์ ทำ L’amant ผิดแผกไปจากสิ่งที่เธออยากเห็น  ดังนั้นในปี ค.ศ. 1992 เธอจึงเขียนหนังสือใหม่ขึ้นมาอีกเล่มชื่อ The North China Lover พร้อมกับเขียน “scenario” ที่เธออยากเห็น  ถ้าหากจะมีผู้นำเอาไปทำหนังรวมไว้ในหนังสือเล่มนี้  เหมือนเมื่อครั้งที่เธอเขียนบทและเคยร่วมให้คำปรึกษาเรื่อง Hiroshima,  Mon Amour  กับอแล็ง เรส์เนส

Image

เนื้อหาของหนังสือ The North China Lover มีทั้งส่วนที่เหมือนและส่วนที่แตกต่าง เป็นการขยายการตีความของผู้ประพันธ์ว่าตั้งใจอยากเห็น  “ภาพเป็นหนัง”  ออกมาเช่นใด และอันโนด์ไม่ได้ทำลงไปในหนังของเขา จนทำให้ดูราส์เกิดความไม่พอใจ  ผมจำนำมาเล่าให้ฟังและจะกล่าวถึงงานประพันธ์ชิ้นอื่นๆ ของดูราส์เป็นการสรุป “ภาพรวม” ของเธออีกครั้งในฉบับหน้า

Image

และต่อไปจะเปลี่ยนเป็นนักเขียนนักประพันธ์คนอื่นๆ ที่งานวรรณกรรมของเขาได้มีผู้นำเอามาทำเป็นภาพยนตร์ตามที่ท่านผู้อ่านต้องการ….

Image

เราคิดมากเกินไป แต่รู้สึกเพียงเล็กน้อย (สุนทรกถาของ ชาลี แชปปลิน)

สุนทรกถา

เราคิดมากเกินไป แต่รู้สึกเพียงเล็กน้อย
สุนทรกถาของ ชาลี แชปปลิน (Charlie Chaplin)
ถอดความโดย สุชาติ สวัสดิ์ศรี

ข้าพเจ้าเสียใจ ข้าพเจ้าไม่ต้องการเป็นจักรพรรดิ มันไม่ใช่ธุระอะไรของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าไม่ต้องการปกครองหรือยึดครองผู้ใด ถ้าเป็นไปได้ข้าพเจ้าอยากจะช่วยเหลือทุกๆท่าน ไม่ว่าจะเป็นผิวขาวหรือผิวดำ

พวกเราทั้งหมดต้องช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ความเป็นมนุษย์มันอยู่ที่ตรงนี้มิใช่หรือ เราต้องการมีชีวิตเพื่อร่วมความรื่นรมย์กับผู้อื่น ไม่ใช่ร่วมความทุกข์กับผู้อื่น เราไม่ต้องการเกลียดชังใคร ในโลกนี้ยังมีที่ว่างเหลือพอสำหรับทุกคน แผ่นดินยังอุดมและยังสามารถแจกจ่ายไปให้ทุกคนได้

วิถีชีวิตที่เป็นไปของคนเราควรมีอิสระและงดงาม
แต่ขณะนี้เรากำลังสูญเสียวิถีชีวิตเช่นนั้นไป ความโลภกำลังวางยาพิษจิตวิญญาณของมนุษย์ และห้อมล้อมกีดขวางโลกของเราไว้ด้วยความเกลียดชัง โดยนำเราทั้งมวลไปสู่ความทุกข์ทรมานและการนองเลือด เราเร่งอัตราการพัฒนา แต่เราปิดประตูขังตัวเอง เครื่องจักรให้ความมั่นคงก็จริง แต่กลับทอดทิ้งสิ่งที่เราปรารถนา ความรู้ของเราทำให้เรากลายเป็นคนชอบเสียดสี ความฉลาดของเราทำให้เรากลายเป็นคนแข็งกระด้างและไร้ความเมตตา เราคิดมากเกินไป แต่รู้สึกเพียงเล็กน้อย เราต้องการมนุษยธรรมมากกว่าต้องการเครื่องจักร เราต้องการความเมตตาและความอ่อนโยนมากกว่าความฉลาด หากปราศจากคุณธรรมที่ว่ามา ชีวิตคนเราจะก้าวไปสู่ความรุนแรง และมวลมนุษย์จะพากันสูญสิ้น

เครื่องบินและวิทยุทำให้เราเข้ามาอยู่ใกล้กัน สิ่งอันเป็นธรรมชาตินี้เรียกร้องหาคุณงามความดีให้บังเกิดขึ้นในตัวมนุษย์ เรียกร้องความเป็นพี่เป็นน้อง เพื่อเอกภาพแห่งมวลมนุษย์ แม้บัดนี้เสียงของข้าพเจ้าก็ได้หยั่งลึกลงไปถึงผู้คนจำนวนนับล้านทั่วโลก ผู้คนชายหญิงและเด็กเล็กๆอีกนับไม่ถ้วน ซึ่งหมดความหวังและกลายเป็นเหยื่อของระบบที่สร้างขึ้นมาทรมานมนุษย์ และคุมขังผู้คนที่บริสุทธิ์ ข้าพเจ้าอยากขอบอกแก่ผู้ที่ได้ยินเสียงของข้าพเจ้า
จงอย่าหมดหวัง..
ความทุกข์ยากที่เรามีอยู่ในครอบครอง ได้เดินทางมาพร้อมกับความโลภ และความขมขื่นแห่งมวลมนุษย์ผู้หวาดหวั่น เส้นทางแห่งความเจริญของมนุษย์ และของความเกลียดชังจะผ่านเลยไป เผด็จการทั้งหลายจะม้วยมอด อำนาจที่พวกเขาเอาไปจากประชาชนจะกลับคืนมาสู่ประชาชน มนุษย์หลั่งเลือดล้มหายตายไป แต่เสรีภาพจะคงอยู่

ทหารทั้งหลาย จงอย่ามอบตัวของท่านให้พวกกินเลือดที่ชิงชังท่าน ทำให้ท่านเป็นทาส กักขังท่านไว้ในคอก สั่งให้ท่านทำโดยไม่คำนึงว่าจะคิดหรือรู้สึกอย่างไร ก็ใครเล่าที่ฝึกพวกท่าน ขุนพวกท่าน ปฏิบัติต่อพวกท่านเสมือนเป็นวัวควาย แล้วยังใช้ท่านเหมือนเป็นฟางหญ้าแห้ง จงอย่าอุทิศตัวของท่านให้พวกที่ผิดธรรมชาติเหล่านี้ พวกมนุษย์จักรกลที่มีจิตใจเป็นเครื่องยนต์และหัวใจเป็นเครื่องจักร พวกท่านไม่ใช่เครื่องจักร ท่านเป็นมนุษย์
ด้วยความรักในมนุษยธรรมของท่าน จงอย่าเกลียดกัน การไร้ซึ่งความรักนี่แหละที่ทำให้คนเราเกลียดกัน และผิดธรรมชาติ

ทหารทั้งหลาย จงอย่าต่อสู้กันเพื่อความเป็นทาส แต่จงต่อสู้เพื่อเสรีภาพ บทที่ 17 ของเซนต์ลุคเขียนบอกไว้ว่า อาณาจักรของพระเจ้านั้นมีอยู่ในตัวมนุษย์ทุกคน ไม่ใช่อยู่ที่คนใดคนหนึ่ง หรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่อยู่กับมนุษย์ทั้งหมด อยู่ในตัวท่านเอง ท่านคือประชาชนผู้ทรงอำนาจ อำนาจที่จะสร้างเครื่องจักร อำนาจที่จะสร้างความรื่นรมย์ ท่านคือประชาชนผู้มีอำนาจทำให้ชีวิตนี้เป็นอิสระและงดงาม จงสร้างชีวิตนี้ให้เป็นการผจญภัยที่ล้ำเลิศ

ในนามแห่งประชาธิปไตย เราจงมาใช้อำนาจนั้น จงมาร่วมมือกัน เราจงมาต่อสู้เพื่อโลกใหม่ โลกอันรื่นรมย์ที่จะให้มนุษย์มีโอกาสทำงานร่วมกัน ให้วัยหนุ่มสาวมีอนาคต และให้วัยชรามีความมั่นคง
ด้วยคำมั่นสัญญานี้ พวกมนุษย์กินเลือดที่ขึ้นสู่อำนาจนั้นล้วนแต่หลอกลวง พวกเขาไม่ได้ทำตามสัญญาที่ให้ไว้ และพวกเขาจะไม่มีวันทำ เผด็จการทั้งหลายทำเพียงแค่ให้ตัวเองเท่านั้นเป็นอิสระ แต่กลับกดประชาชนลงเป็นทาส เราทั้งหลายมาร่วมกันต่อสู้เพื่อความเป็นอิสระแก่โลกเสียแต่บัดนี้ จงทำลายเครื่องกีดขวางระหว่างชาติ ทำลายความละโมบโลภมาก จงอย่าอดกลั้นอีกต่อไป จงต่อสู้เพื่อโลกแห่งเหตุผล โลกที่วิทยาศาสตร์และความเจริญจะนำไปสู่ความรื่นรมย์ของเราทั้งปวง
ทหารทั้งหลาย ในนามแห่งประชาธิปไตย รวมกันเราอยู่

ฮันน่า เธอได้ยินฉันไหม ไม่ว่าเธอจะอยู่ที่ไหนก็ตาม จงมองขึ้นไป มองขึ้นไปฮันน่า เมฆหมอกกำลังเปิดออก ดวงตะวันกำลังส่องลอดลงมา เรากำลังจะออกจากความมืดไปสู่แสงสว่าง เรากำลังจะไปให้ถึงโลกใหม่
มองขึ้นไป ฮันน่า จิตวิญญาณของมนุษย์ติดปีกแล้ว และพวกเขาจะบินไปในที่สุด บินไปสู่รุ้งกินน้ำ และแสงสว่างแห่งความหวัง
มองขึ้นไป ฮันน่า มองขึ้นไป..

สุนทรกถาจากภาพยนตร์เรื่อง The Great Dictator
ภาพยนตร์เสียงในฟิล์มเรื่องแรกของชาลี แชปปลิน เมื่อ ค.ศ.1940

สิงห์สนามหลวงสนทนา – 2 เมษายน 2553

ชมรมคนรักหนังเก่า

สมบุญ เถกิงนาม :ชมรมคนรักหนังเก่า กรุงเทพฯ

<> ขอเรียนถาม “สิงห์สนามหลวง” ในประเด็นที่เกี่ยวกับหนังไทยเป็นข้อๆ ผมอยากถามว่านิสัยหรือพฤติกรรมการสร้างและการดูหนังของคนไทยในยุคปัจจุบันนี้เป็นอย่างไร และสาเหตุอะไรทำให้เกิดนิสัยหรือพฤติกรรมเช่นนั้น
<> เกี่ยวกับหนังไทยปัจจุบัน ผมยังมองในแง่ดีว่า มีความพยายามมากขึ้น แต่ก็ยังไม่ได้พยายามมากพอที่จะ “หลุด”ออกไปให้พ้นจากพฤติกรรมแบบเดิม หนังไทยยังเป็นความเคยชินแบบเดิมๆ เช่น ตลก ผี กระเทย วัยรุ่น และที่เพิ่มขึ้นมาคือเนื้อหาประเภท “ราชาชาตินิยม” [เช่นกรณี นเรศวร และ ก้านกล้วย] แม้จะมองเห็นว่ามีความพยายามมากขึ้นที่จะ “ทดลอง”อะไรใหม่ๆ แต่ส่วนใหญ่ก็มักเป็นไปในเชิงเทคนิคมากกว่าในเชิงเนื้อหา พูดกันตรงไปตรงมา ก็คือ issue ใหม่ๆในแง่ของเนื้อหายังดูเหมือน “ลอยวนอยู่ในอ่าง” แต่ก็มีความพยายามมากขึ้น [เช่น กรณี นาคปรก] วังวนของ “ความคับแคบเชิงอนุรักษ์” ที่สะท้อนผ่านความคิด “รักเมืองไทย”แบบเด็กอายุ 8 ขวบ ยังปรากฏออกมาแบบไม่ค่อยจะมีชั้นเชิงมากนัก สะท้อนภาพ “แต้มต่อที่ติดลบ” และ “ภูมิคุ้มกันที่บกพร่อง” ของคำว่า “ประวัติศาสตร์หนังไทย” มาตลอดเวลามากกว่าหนึ่งศตวรรษ พฤติกรรมการสร้างและการดูเหมือนตกอยู่ในเขาวงกฎ [labyrinth] ที่ยังหาทางออกไม่ได้ ยิ่งมีนายทุนประเภท “เสี่ยเจียงเสี่ยจาง”และมีเข็มมุ่งของรัฐประเภท “ศีลธรรมอันดีงาม” และ “ความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง” ภาพรวมที่ปรากฏจึงยังอยู่ในวังวนที่สรุปออกมาเป็นคำว่า พ.ร.บ.ภาพยนตร์และวิดิทัศน์ พ.ศ.2551 การพายเรือในอ่างจึงทั้งเป็นนิสัยและพฤติกรรมของ “การสร้าง” “การดู” และ “การกำกับของรัฐ” ที่หนังไทยในปัจจุบันยังไปไหนได้ไม่ไกล
<> หนังของผู้กำกับหนังไทยในยุคเก่าๆที่เป็นหนังไทยจำพวกให้แง่คิด + ตีแผ่สังคม ฯลฯ เช่นหนังของผู้กำกับอย่าง เพิ่มพล เชยอรุณ สุรสีห์ ผาะรรม มานพ อุดมเดช คิด สุวรรณศร สุชาติ วุฒิชัย ชนะ คราประยูร ฯลฯ ทำไมจึงดูเหมือน ตาย ไปจากสังคมไทย และในอนาคตหนังไทยในรูปแบบเนื้อหาเช่นว่านี้จะกลับมาได้รับความนิยมอีกหรือไม่ [คืออย่างน้อยมีคนอันน้อยนิดที่ยอมซื้อตั๋วเข้าไปดู]
<> หนังไทยในรุ่นปัจจุบัน เช่น รักที่รอคอย เฉือน สวรรค์บ้านนา กอด สัตว์ประหลาด ลองของ สยิว หมานคร คืนไร้เงา เสือร้องไห้ พลเมืองจู
หลิง ฯลฯ ต่างก็ล้วนสะท้อนความเป็นปัจจุบันของสังคมไทยใน “ภาวะเปลี่ยนผ่าน”บางอย่าง

กล่าวคือเป็นหนังไทยที่แสดงนัยยะความอึดอัดขัดข้อง และความแปลกแยกในสังคมไทยปัจจุบันไม่ทางตรงก็ทางอ้อม ถ้าให้เปรียบเทียบกับหนังไทยรุ่นทศวรรษ 2500 และ 2510 ก็จะเห็นว่ามีความหลุดพ้นบางอย่างที่ไปไกลมากกว่าภาวะ “น้ำเน่า”ในยุคสมัย หนึ่งต่อเจ็ด กระนั้นก็เหมือนยังวนเวียนอยู่กับการ “กินบุญเก่า” บางประการ แต่เรื่องนี้จะเห็นอาการไข้ขึ้นสูงอยู่ในแวดวงละครโทรทัศน์มากกว่าในแวดวงหนังไทย กล่าวคือยังน้ำเน่าซ้ำซากอยู่กับรสนิยม บ้านทรายทอง คู่กรรม เชลยศักดิ์ ทัดดาวบุษยา ปริศนา ดาวพระศุกร์ มนต์รักอสูร จำเลยรัก ฯลฯ คือยังขว้างงูไปไม่พ้น “คอ”ที่ครั้งหนึ่งเคยได้รับความสำเร็จมาจากช่วงทศวรรษ 2500 และ 2510

ปัญหาของคนทำหนังไทย ทั้งอดีตและปัจจุบัน สิ่งที่เป็นตัวกำหนดหลัก ผมเข้าใจว่าน่าจะอยู่ที่ บทภาพยนตร์ ดังนั้นความคาดหวังที่เรียก Creative Economy ก็คงจะยังไม่ไปไหนไกลนัก ตราบใดที่การเขียนและการสร้าง บทภาพยนตร์ ยังต้องคอยพะวงอยู่กับวิธีคิดที่ปรากฏออกมาเป็น พ.ร.บ.ภาพยนตร์และวิดิทัศน์ พ.ศ.2551 สังคมไทยเป็นสังคม “สองมาตรฐาน”มานานแล้ว กล่าวคือแม้จะโค่นอำมาตย์ แต่ก็จะยังอยู่ในวังวนของอำมาตย์ต่อไปนั่นเอง ผมเองอยากดูนักถ้าจะมีคนทำหนังไทยปัจจุบันเขียน “บทหนัง”ที่สะท้อนและถ่ายทอด“ความเป็นไพร่” และ “ความเป็นอำมาตย์” ได้อย่างถึงกึ๋นส์และมีชั้นเชิงทางศิลปะ การทำหนังไทยที่เป็นได้เพียง เจ็ดประจัญบาน หนักแผ่นดิน และ บางระจัน ควรจะผ่านพ้นไปได้แล้ว แต่แม้ว่ามันจะยังอยู่ ผมก็ยังเห็นเงาของมันล่องลอยอยู่ใน “หมอกแห่งศีลธรรม”ที่นับวันจะมีความเข้มงวดมากขึ้น ผมคิดว่าคนทำหนังไทยไม่เคยได้รับอิสระอย่างแท้จริง ทั้งจากภาครัฐและภาคทุน การจะมาถกเถียงกันว่า “หนังไทยเป็นงานศิลปะ”จึงค่อนข้างเป็นเรื่องคอขาดบาดตายและยากที่จะหลุดพ้นไปได้อย่างแท้จริง
<> จากที่ถามข้างต้น ทำไมหนังไทยประเภทตีแผ่และจิกกัดสังคมจึงไม่อยู่ยั้งยืนยงในความทรงจำของคนไทย เหมือนกับหนังต่างประเทศ เช่นเรื่อง เจ็ดเซียนซามูไร ของผู้กำกับอากิระ คูโรซาว่า
<> ถ้าให้ตอบในแง่ดี ผมก็ว่ายังมีหนังไทยที่สะท้อนให้เห็นด้านมืดของ “ความเป็นไทย”อยู่ไม่น้อย เช่น เทพธิดาโรงแรม เขาชื่อกานต์ คืนบาปที่พรหมพิราม มือปืน โลก พระจัน ฯลฯ และยังมีอีกมากกว่านี้ที่สะท้อนให้เห็นการต่อสู้ทางชนชั้นแบบอ่อนๆ เช่น แผลเก่า ฟ้าทะลายโจร มนต์รักทรานซิสเตอร์ ฯลฯ ผมยังเชื่อเสมอว่าคนดูหนังยินดีจะกลับมาหา หนังไทย เสมอ ถ้าหาก “ผู้สร้าง”และ “ผู้ทำ” มีเป้าหมายที่จะไม่ทำให้ตัวเองย่ำแย่อยู่กับที่ และเคลื่อนไปพ้นความ อ่อนแอแบบปัญญาอ่อน ในกรณีหนังเรื่อง เจ็ดเซียนซามูไร ของอากิระ คูโรซาวา ที่ยังอยู่ในใจคนดูแบบ “ข้ามพรมแดน”ทางเชื้อชาติได้นั้น ส่วนหนึ่งก็เพราะมันสะท้อนการต่อสู้กับความอ่อนแอของมนุษย์อย่างมีชั้นเชิง และเป็นการสะท้อนที่อิงไปถึงการต่อสู้ทางชนชั้นอย่างแยบยลด้วย แม้ตอนที่ดูจะรู้สึกว่ากำลังเสพ “หนังซามูไร”ประเภทหนึ่งก็ตาม แต่เมื่อดูจบแล้วกลับรู้สึกเหมือนว่า คูโรซาวากำลังถลกหนังกำพร้าของเขาเอง สิ่งที่เกิดขึ้นของคำว่า “หนัง”ในฐานะงานศิลปะจึงไม่น่าจะอยู่ที่ “ตัวหนัง”เพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ “ตัวคน” ทั้งจากผู้สร้าง ผู้ทำ และผู้เขียนบทไปพร้อมกัน หนังไทยส่วนหนึ่งที่ผมเคยได้ดู ส่วนใหญ่เมื่อดูจบแล้วมักจะมีคำถามขึ้นมาในใจว่า “เอ๊ะ..นี่มันหนังประเทศไหนกันวะ ที่กูมองเห็นและเป็นอยู่บนจอนั้นมันเป็น ‘ใคร’กันแน่ คือนอกจากจะไม่มีอะไรติดค้างให้ต้องขบคิดแล้ว ส่วนหนึ่งยังได้มอบความอ่อนแอให้ติดมือกลับมาด้วย
<> ถ้าหากว่ามีนายทุนที่คิดเหมือนผมสักคน นำหนังไทยประเภทที่ให้แง่คิดและสะท้อนสังคมมารีมาสเตอร์ใหม่ ทั้งภาพและเสียง แล้วนำออกฉายในโรงภาพยนตร์พร้อมๆกันทั่วประเทศไทย ผลสุดท้ายนายทุนคนนี้จะต้องเป็นหนี้สินล้นพ้นตัวจนถึงกับต้องฆ่าตัวตายเพื่อหนีหนี้สินหรือไม่
<> การรีมาสเตอร์หนังไทยที่ว่านั้น ส่วนหนึ่งก็เห็นทำออกมาเป็น “หนังแผ่น”แล้ว ทั้งที่ “หอภาพยนตร์” ของคุณโดม สุขวงศ์ และของผู้ลงทุนรายอื่นๆ แม้บางเรื่องจะสุกเอาเผากิน แต่ก็เพื่ออนุรักษ์เอาไว้ให้ทันกับความเสื่อมไปของตัววัตถุ ผมมีโอกาสได้ดูหนังไทยยุคเก่าตั้งแต่ครั้ง สันติ-วีณา โรงแรมนรก ชั่วฟ้าดินสลาย ก็เพราะการรีมาสเตอร์ออกมาเป็น “หนังแผ่น” เหล่านี้ และวิธีการนี้ก็ถือว่าได้ช่วยอนุรักษ์และเผยแพร่ “หนังไทยรุ่นเก่า” ได้ระดับหนึ่งด้วย ส่วนการจะรีมาสเตอร์เพื่อ “..นำออกฉายในโรงภาพยนตร์พร้อมๆกันทั่วประเทศไทย”นั้น ผมคิดว่าการดูหนังในบ้านเรายังไม่มีระดับทางวัฒนธรรมที่เข้มข้นถึงเพียงนั้น เอาเพียงแค่ไปดูหนังไทยตามกิจกรรมที่ทาง “หอภาพยนตร์”ของคุณโดม สุขวงศ์”ได้จัดขึ้นตามวาระและโอกาส ก็น่าจะพอแล้ว กระนั้นหนังไทยในรุ่นที่ผมเป็นเด็ก เช่น สุภาพบุรุษเสือไทย เสือน้อยเสือใหญ่ วังหลวงวังหลัง สามพี่น้อง และยังมีอีกมากกว่านี้ปัจจุบันก็ได้เสื่อมสลายหายสูญไปหมดแล้ว..อนิจจา!
<> ขอความกรุณาให้ “สิงห์สนามหลวง”ช่วยวิเคราะห์แง่มุมต่างๆตามประเด็นที่ผมถามมาอย่างละเอียดลึกซึ้งด้วยนะครับ
<> ผมตอบไปตามความรู้สึกเร็วๆ และไม่ได้เป็นคำตอบที่ละเอียดลึกซึ้งอะไรนัก ถ้าผิดหวังเพราะเห็นว่ายังตอบไม่ตรงประเด็น ก็ให้ถามมาใหม่ได้ครับ
อ้อ..ลืมบอกท่านผู้อ่านไปว่า คุณสมบุญ เถกิงนาม ผู้นี้เป็นประธาน “ชมรมคนรักหนังเก่า” ที่มุ่งบริการเอาหนังรุ่นเก่าๆมาให้แฟนหนังในชมรมได้หยิบยืมไปแลกเปลี่ยนกันดู อยากให้คุณพูดถึง “ชมรมคนรักหนังเก่า” มาให้ทราบบ้างว่ามีกิจกรรมเป็นอย่างไร

นิยมชน : บางรัก กรุงเทพฯ

<> สิงห์ฯเคยดูหนังเรื่อง The Wizard of Oz [พ่อมดแห่งอ๊อซ] หรือเปล่า เรามีโอกาสได้ดูหนังเรื่องนี้อีกครั้งเมื่อไม่นาน ทำให้ได้ฟังเพลง Somewhere out there ที่ “โดโรธี”ร้องอยู่ในหนังเรื่องนี้ ฟังแล้วก็ให้คิดถึงสิงห์ฯ ไม่ทราบว่าสิงห์ฯกำลังคิดถึงอะไรที่อยู่ “ข้างนอก”นั่นบ้างหรือเปล่า
Somewhere out there beneath the pale light
Someone’s thinking of me and loving me tonight
อยากรู้จังเลยว่าสิงห์ฯกำลังคิดถึงอะไรที่อยู่ “ข้างนอก”นั่น
<> เพลงเพราะดีครับ พระจันทร์ที่อยู่ข้างนอกนั่นก็สวยดี นานทีปีหนถึงจะมีใครมาเปิดเพลงให้ฟัง คุณเลือกเพลงได้เหมาะกับบรรยากาศทีเดียวครับ อะไรที่อยู่ “ข้างนอก”นั่น เห็นแล้วก็ให้ แสยง ว่าบ้านเมืองคงจะอยู่ในระยะ “เปลี่ยนผ่าน” ไปอีกนาน ทำไมไม่เปิดเพลง My Way ของ แฟรค์ ซิเนตร้าให้ผมฟังด้วยล่ะครับ
<> ใกล้ถึง “วันศรีบูรพา” [31 มีนาคม ] ในปีนี้อีกแล้ว เห็นข้อความของ “ศรีบูรพา”ในหนังสือเล่มหนึ่ง ขอเก็บมาฝากสิงห์ฯ ดังนี้ครับ
“วงการประพันธ์ของไทยเป็นดินแดนที่รกชัฏนัก แม้พวกที่มาก่อนได้หักล้างถางพงบ้างแล้ว แต่เบื้องหน้าก็ยังมีป่าอีกหลายป่า ที่ยังรอมีดพร้าของคนที่จะเข้ามาใหม่ ช่วยกันโค่นถางต่อไป..”
สิงห์ฯยังพอจำได้หรือเปล่าว่าอยู่ในหนังสือเล่มไหน

<> จำไม่ได้ครับ จำได้แต่ว่ามีข้อเขียนอีกตอนหนึ่งที่ “ศรีบูรพา”เขียนให้รุ่นน้อง “อิงอร” พิมพ์ครั้งแรกใน “คำนำ”เรื่อง นิทรา-สายัณห์ เมื่อ พ.ศ.2488

ผมมาอ่านผ่านตาพอดี และเข้าใจว่า “ศรีบูรพา”คงตั้งใจจะให้มีนัยยะใกล้เคียงกันกับข้อความที่คุณยกมา แม้จะไม่ชอบใจอยู่บ้างที่อุปมาอุปมัยว่าเป็นเหมือนการ “โค่นป่า” แต่นึกอีกทีก็คงจะเป็นว่า ตอนนั้นป่าไม้ในเมืองไทยยังไม่ได้ถูกทำลายไปมากกว่า 80 % เหมือนเช่นในปัจจุบัน

ข้อความของ “ศรีบูรพา” ที่ว่านั้นมีใจความตอนหนึ่งดังนี้ครับ
“..พวกที่มาก่อนเธอในโลกวรรณกรรมนั้นได้บุกบั่นมาในทางที่เต็มไปด้วยความทุรกันดาร ได้โค่นป่าลงได้มากแล้วก็จริง แต่ทางข้างหน้าก็ยังเหยียดยาวอยู่ การเดินทางตอนนี้มีความสะดวกราบรื่นบ้างก็จริง แต่ก็ยังมีป่าหลายป่าเห็นรำไรอยู่ข้างหน้า ซึ่งรอคอยผู้มาใหม่ร่วมมือกันโค่นและถางทางให้เตียนเลี่ยนโล่งต่อไป เพื่อบรรณพิภพของเราจะได้เป็นที่จับตาจับใจแก่อนุชนรุ่นหลัง จะได้ไม่เป็นที่ขยาดหวาดหวั่นแก่ผู้ที่จะสมัครเข้ามาอยู่ร่วมพิภพนี้ พลเมืองแห่งบรรณพิภพของเราก็จะทวีจำนวนขึ้น และบรรณพิภพไทยก็จักจำรัสจำรูญ เป็นศรี เป็นเกียรติ และเป็นอารยธรรมของประเทศชาติสืบต่อไป”
เพื่อรำลึกถึงกุหลาบ สายประดิษฐ์ในวาระวันที่ 31 มีนาคม-วันศรีบูรพา และเพื่อเป็นศรี เป็นเกียรติ แห่งวันที่ 5 พฤษภาคม – วันนักเขียน ที่ใกล้เข้ามาพร้อมกัน
<> ขอความรู้จากสิงห์ฯเรื่องศัพท์วรรณกรรมครับ คือผมอยากทราบว่า Static Character, Stereotype Character และ Stock Character มีความหมายประการใด แตกต่างกันหรือเหมือนกันอย่างไรครับ
<> Static Character คือตัวละครแบบเรื่องประเภท “น้ำเน่า”ทั้งหลาย เป็นตัวละครแบบคงที่ ไม่ว่าสถานการณ์จะดีหรือร้ายประการใดก็จะไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปมากนัก เช่น “ดี”มาตั้งแต่ต้นเรื่อง ก็จะรักษา “ดี” นั้นไว้
ตลอดไปจนจบเรื่อง มีศัพท์อีกคำหนึ่งที่ใช้เรียกแทนกันได้ คือ Flat Character
Stereotype Character คือตัวละครที่จำลองลักษณะของบุคคล สังคม เชื้อชาติ ซึ่งมีพฤติกรรม มาตรฐาน และรสนิยมในชีวิตจริง ในลักษณะที่เป็น บุคลิกแบบฉบับ ของบุคคล ของสังคม และของเชื้อชาตินั้นๆ เช่นคนยิวงกเงิน คนไทย “ตามใจคือไทยแท้”
Stock Character คือตัวละครที่มีลักษณะตามขนบ ตามแบบตามความเคยชิน ใช้กันมาเป็นธรรมเนียมนิยมอย่างไรก็จะใช้กันอย่างนั้นต่อไป เช่น นางเอกแสนดี พระเอกแสนหล่อ ผู้ร้ายแสนร้าย ลูกเมียน้อยแสนดี ลูกเมียหลวงแสนร้าย อย่างเช่น บาบ้า..ย่าหยา.. ละครโทรทัศน์ของสิงคโปร์ก็เข้าใจว่ามาเรียนรู้ตัวละครแบบ Stock Character จากสยามประเทศไปแทบหมดเปลือก ทำให้อดเป็นห่วงไม่ได้ว่า อีกไม่ช้าคนดูละครโทรทัศน์บ้านเราคงจะติด “น้ำเน่า”จากสิงคโปร์เพิ่มขึ้นอีกหนึ่งประเทศ แม้ บ้าบ๋า..ย่าหยา จะตบตีกันตามแบบฉบับลูกเมียน้อยเมียหลวง “พระราม-พระลักษณ์”จากเรื่อง รามเกียรติ ต้องระเหเร่ร่อนออกไปยากลำบาก ก็เพราะเป็น “ลูกเมียหลวง”ใช่หรือไม่ และเรื่อง รามเกียรติ นี่แหละคือต้นตำหรับเรื่อง “เมียน้อย-เมียหลวง” และเป็นต้นแบบของตัวละครในขนบของ Stock Character ดังนั้น บาบ้า..ย่าหยาจะตบกันบ้างก็ไม่เห็นจะเป็นไร แต่ทว่า Creative Economy เรื่อง“อาหารเนียงยา” ของเขาสิที่ได้ใจจาก “ผู้ดู”ไปเหมือนอย่างที่ แดจังกึม ของเกาหลีเคยทำสำเร็จ ตัวละครแบบ Stock Character นั้นมิใช่ว่าจะเลวร้ายเสมอไป ถ้าหากหาจุดสมดุลในเรื่องความริเริ่มได้
ตัวละครแบบขนบนิยม หรือ Stock Character นี้จะแตกต่างไปจาก ตัวละครแบบปัจเจก หรือ Individual Character ซึ่งในแบบหลังหมายถึงตัวละครที่มีความยืดหยุ่นและมีลักษณะปัจเจกของตนเอง ตัวละครแบบปัจเจก ที่ว่านี้มีศัพท์เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า Type Character

A Clockwork Orange – นวนิยายของ Anthony Burgess จากสำนักพิมพ์ไล้ท์เฮ้าส์

A Clockwork Orange ฉบับแปลไทย ติดตามอ่านได้เร็ว ๆ นี้

จดหมายถึง สิงห์สนามหลวง จาก คำกรอง ใจกล้า

ถ – ทราบว่า A Clockwork Orange ที่เป็นหนังของสแตนลีย์ คูบริค นั้นสร้างมาจากนวนิยายเรื่องหนึ่ง ไม่ทราบว่าเรื่องอะไร ใครเขียน ถ้าจะบอกประวัติคนเขียนด้วยก็คงดี

ต – A Clockwork Orange สร้างมาจากนวนิยายชื่อเดียวกันของ Anthony Burgess นักเขียนระดับแนวหน้าคนหนึ่งของอังกฤษ… เกิดที่แมนเชสเตอร์ เมื่อปี 1917 เรียนจบมหาวิทยาลัยแมนเชสเตอร์เช่นเดียวกัน เคยเป็นทหารอยู่ 6 ปี ก่อนออกมาเป็นครูสอนวิชาภาษาศาสตร์… ในระหว่าง ค.ศ. 1954 – 1960 เคยเป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายการศึกษาให้กับกิจการด้านอาณานิคม โดยมาประจำทำงานอยู่ที่มาเลเซีย (สมัยก่อนเรียก “มลายา”) และบรูไน

แอนโทนี เบอเจสส์ เริ่มเขียนหนังสือเต็มเวลาในปี 1960 มีความสนใจเกี่ยวกับดนตรีและวิชาด้านภาษาศาสตร์ เป็นพิเศษ นวนิยายที่เขาเขียนมีมากเล่ม งานเด่นๆ ก็มี A Clockwork Orange ที่สแตนลีย์ คูบริค (Stanley Kubrick) เอาไปสร้างเป็นหนัง เน้นเนื้อหาเกี่ยวกับความรุนแรงในสังคม โดยให้ตัวละครอายุ 15 ปี อเล็กซ์ กับเพื่อนอีก 3 คน ซึ่งมีลักษณะจิตแบบ Psychopath เป็นตัวเดินเรื่อง กิจกรรมเกะกะระราน และชอบก่อความรุนแรงคือวิถีชีวิตของวัยรุ่นทั้ง 4 ในสังคม ซึ่งผู้เขียนสมมติเวลาว่า “อยู่ในอนาคตอีกไม่ไกล” เทคนิคการเขียนของ แอนโทนี่ เบอเจสส์ อ่านยาก… ถ้า “กลุ่มวรรณกรรมพินิจ” อ่าน ก็คงวิจารณ์ว่าสับสน หรือปัญญาชนแสวงหา กล่าวคือผู้เขียนใช้รูปแบบการสารภาพจากปากคำของเด็กหนุ่มที่ชื่อ อเล็กซ์ และสร้างวิธีคิดใหม่จากการใช้โครงสร้างทางภาษาแบบใหม่ที่เขามีความถนัดเป็นพิเศษอยู่แล้ว โดยตั้งชื่อว่า Nadsat Language เช่นคำว่า “เพื่อน”แทนที่จะใช้คำว่า Friend ก็ใช้คำว่า Droog “พระเจ้า” แทนที่จะใช้ God ก็เรียกเสียใหม่ว่า Bog… อ่านแล้วบ้าดี คล้ายกับผู้เขียนจงใจจะสร้างสแลงขึ้นมาในหมู่วัยรุ่นเพื่อสื่อความหมายกันเฉพาะในกลุ่มแก๊งค์ของตน ซึ่งก็เป็นไปได้จริง… ไม่เชื่อคุณลองมั่วแก๊งค์วัยรุ่นในบ้านเราเวลานี้ดู แต่ละคำ แต่ละยุคสมัยออเหลน รงค์ แห่งยุค “บางลำพูสแควร์” อาจไล่เพรียวนม เอามา นาบระเบิด ไม่ทันเสียแล้วก็ได้…

Anthony Burgess

ความรุนแรงที่ปรากฏในเนื้อหา เช่นการตีหัวคนแก่ ข่มขืนผู้หญิง ทำลายสาธารณสมบัติ ฯลฯ จาก Clockwork Orange ของ เบอเจสส์ เมื่อมาปรากฏเป็นหนังของคูบริคในทศวรรษที่ 1960 นั้นเคยมีนักศีลธรรมของฝรั่งบางคนถึงกับโวยวายว่า “ไม่จริ๊ง… ไม่จริง !” ในครั้งนั้นถ้าจำไม่ผิด… เบอเจสส์เคยให้สัมภาษณ์ลงในนิตยสาร The Listener ของบีบีซี.ไว้ว่า “ทำไมจะไม่จริง ความรุนแรงในสังคมต่างๆ มีปรากฏให้เห็นเสมอ… คุณลืมข่าวแล้วหรือ… เมียผมไง… เมียผมเคยถูกผู้ชาย 4 คนรุมข่มขืนตอนสมัยสงคราม…”

……………………………………………………………………………..
จากหนังสือ สิงห์สนามหลวง เล่ม 1 คู่มือนักวรรณกรรม, 2529

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี http://th.wikipedia.org/wiki/A_Clockwork_Orange

แมงโก้ทีวี สัมภาษณ์ สุชาติ สวัสดิ์ศรี เรื่องหนังทดลอง 9 เรื่อง”อันเนื่องมาจากราชประสงค์”

“อันเนื่องมาจากราชประสงค์” “หนังทดลอง” ชุดที่ 2 โดย : สุชาติ สวัสดิ์ศรี (หน้าใหม่น่าจับตา : ประเภท “หนังสั้น” รางวัล Bioscope พ.ศ.2550)

หนังทดลองชุดนี้มีทั้งหมด 9 เรื่อง คือ ดำกับแดง, ไข้เหลือง, บ้านของพรุ่งนี้, ขุนนางป่า, คนฉายหนัง, หมากวี, ความว่างเปล่า, สวัสดีบางกอก และอันเนื่องมาจากราชประสงค์ รวมเวลาทั้งหมดประมาณ 30 นาที [โดยก่อนหน้านี้ได้ฉายรอบปฐมทัศน์ไปแล้วในงาน “เผาฟิล์มไวรัส” รายการหนังสั้นและหนังทดลองของ “กลุ่มฟิล์มไวรัส” ที่ห้องฉายหนัง สำนักหอสมุดปรีดี พนมยงค์ มธ.ท่าพระจันทร์]

และนำกลับมาให้ชมกันอีกครั้ง! ในงานเทศกาล “ศิลปะกับสังคม 2553 : ศิลปะนานาพันธุ์ 3” และงานช่อการะเกด, 11 ธันวาคม 2553

สิงห์สนามหลวง ฝันกลางวันกับ ปิเยร์ – เปาโล พาโซลินี่

สิงห์สนามหลวง “ฝันกลางวันกับ ปิเยร์ – เปาโล พาโซลินี่”
Pier Paolo Pasolini – A Violent Filmmaker
(จากนิตยสาร Filmview ปีที่ 2 ฉบับที่ 19, พฤศจิกายน 2537)

สัปดาห์ภาพยนตร์อิตาเลียน ที่จัดขึ้นในมหาวิทยาลัยศิลปากรเมื่อต้นเดือนที่แล้ว ทำให้ผมได้ดูหนังที่ปิเยร์ – เปาโล พาโซลินี่ (Pier-Paolo Pasolini) กำกับเป็นครั้งแรก

หนังเรื่องดังกล่าวคือ The Decameron ซึ่งดัดแปลงและนำเนื้อหามาจากเรื่องสั้น 8 เรื่อง จากจำนวนทั้งหมด 100 เรื่องที่ จิโอวานนิ บอคกาจจิโอ (Giovanni Boccaccio) ได้ประพันธ์ขึ้นเมื่อ ค.ศ.1348 อันเป็นปีที่เกิดการระบาดของกาฬโรคครั้งใหญ่ หรือที่รู้จักกันในยุโรปสมัยกลางว่า Black Death

เนื้อหาในหนังเป็นเสมือนเอาเรื่องสั้น 8 เรื่องมาผูกร้อยเข้าด้วยกัน มีตัวละครเป็นเอกเทศทั้งที่เกี่ยวข้องกัน และแยกออกไปเป็นพฤติการณ์ใหม่ต่างหาก อย่างไรก็ตาม แนวหลักของหนังยังคงใจความเดิมเหมือนที่ปรากฎในวรรณกรรม กล่าวคือนำเอากิเลสตัณหาอันเป็นพื้นฐานสามัญของมนุษย์มาล้อเลียน “สถาบัน” ของสังคมอิตาลีในยุคนั้น บรรยากาศร่วมกันของพฤติการณ์ต่างๆ ที่ปรากฏในหนัง คือการใช้ฉากเมืองเนเปิลในช่วงยุคศตวรรษที่ 14 มาเป็นตัวเดินเรื่อง ชีวิตของผู้คนระดับชาวบ้าน เรื่องราวทำนอง “สัปดนวันละนิดจิตแจ่มใส” ความโลภ ความรัก ความใคร่ โลกียรสของโลกียชนทุกระดับ เหล่านี้คือจุดหลักของความหรรษาร่วมกันทั้งของหนังและวรรณกรรม

ปิเยร์ – เปาโล พาโซลินี เป็นใคร ?

ผู้รู้จักพาโซลินีในฐานะของความเป็นกวีและนักเขียนแนวทาง “มาร์กซิสท์” มาก่อนที่จะรู้จักเขาในฐานะคนทำหนัง นวนิยายของเขาเรื่อง A Violent Life ที่เขียนขึ้นเมื่อ ค.ศ. 1959 และแปลเป็นภาษาอังกฤษเมื่อ ค.ศ.1968 ถือเป็นงานเล่มแรกที่ผมซื้อจากร้านหนังสือเก่าสนามหลวงเมื่อประมาณเกือบ 20 ปีก่อน

ตอนนั้นซื้อเก็บไว้เฉยๆ ไม่เคยรู้อะไรมากไปกว่าเห็นว่าเป็นงานของนักเขียนอิตาเลียนรุ่นใหม่ ในรุ่นยุคสมัยนั้นที่ค่อนข้างจะคุ้นเคย เห็นจะอยู่ที่ชื่อของ อัลแบร์โต โมราเวีย แต่แล้วก็ยังมีนักเขียนอิตาเลียนร่วมสมัยที่กลายมาเป็นขาประจำกันภายหลัง เช่น ซีซาร์ ปาเว่ (Cesare Pavese) และ อิตาโล คาลวิโน (Italo Calvino) ทั้งนี้โดยมีชื่อของ ปิเยร์ – เปาโล พาโซลินี่ ตามติดมาพร้อมๆ กับงานของ อิกนาซิโอ ซิโลเน่, ลุยจิ พิแรนเดลโล, จิโอวานนี เกอเรซี่ (ผู้เป็นร่างเงาของ ไผ่แดง) และลุยจิ บาร์โทลินี (ผู้เขียน Bicycle Thieves)

ตามประวัติเท่าที่ค้นได้ ปิเยร์ – เปาโล พาโซลินี่ เริ่มต้นงานเขียนในฐานะของกวี เขาเกิดเมื่อ ค.ศ.1922 ที่เมืองโบโลนญา ถือได้ว่าเขาเป็นกวีแนวมาร์กซิสท์ที่ต่อต้านค่านิยมกระฎุมพีมาตั้งแต่ผลงานเริ่มแรก อาทิ Le ceneri di Gramsi เป็นผลงานที่เขาเขียนอุทิศให้กับนักลัทธิมาร์กซิสท์คนสำคัญของอิตาลี อันโตนิโอ กรัมซี่ นอกจากนั้นก็มีบทความเรียงในแง่การแสดงทรรศนะทางศิลปะและวรรณกรรมอยู่ 2 เล่ม คือ Passione e ideologia (ค.ศ.1960) และ Empirismo ereitco (1972) ถือเป็นงานหลักที่ พาโซลินี่ เสนอทรรศนะว่าด้วยการใช้วรรณกรรมเป็นเครื่องมือเพื่อแสดงพันธะทางสังคมและการเมือง โดยเขาได้กล่าวเน้นว่า “ลีลาแบบชาวบ้าน” คือภาษาสำคัญที่สามารถนำมาใช้สร้าง popular national literature
ได้ทั้งทางตรงและทางอ้อม และประเด็นการใช้ “ลีลาแบบชาวบ้าน” นี่เอง นับเป็นก้าวสำคัญที่เขานำมาเชื่อมโยงกับรูปแบบของภาพยนตร์ โดยเน้นในแง่ Style ว่าคือการแสดงรากเหง้าและลักษณะแบบบุพกาล (primitive) นักวิจารณ์ตะวันตกเคยกล่าวไว้ทำนองว่า ภาพรวมที่แสดง “ตัวตน” ในหนังของพาโซลินี่ คือลักษณะที่เรียกว่า “Romantic Primitivism” อันมีจุดร่วมคล้ายๆ กับหนังของ ฌอง ค็อคโต และหลุยส์ บุนเยล

งานนวนิยายของพาโซลินี่ เท่าที่ค้นได้มีอยู่ 3 เล่ม คือ The Ragazzi (1955), A Violent Life (1959) และเล่มสำคัญที่ต่อมาเขาเอามาเขียนบททำเป็นหนังก็คือเรื่อง Teorema (1968) งานนวนิยาย 2 เล่มแรกของ พาโซลินี่ เป็นเรื่องเกี่ยวกับชีวิตในสลัม เนื้อหาเต็มไปด้วยความรุนแรงของผู้คนที่ต่อสู้เพื่อความอยู่รอด ถือเป็นวรรณกรรมที่แสดงแนวคิดเชิง “สูญญนิยม” (nihilist) ที่พวกมาร์กซิสท์ด้วยกันรับไม่ค่อยได้ พาโซลินีมองชีวิตสลัมและความเสื่อมโทรมของสังคมอิตาลีภายหลังสงครามว่าเต็มไปด้วยความแปลกแยก อันเป็นบ่อเกิดของปัญหาอาชญากรรม หนังยุคแรกที่เขากำกับดูเหมือนได้รับอิทธิพลแบบ “นีโอเรียลลิสม์” เข้ามาเต็มที่ เช่นจากเรื่อง Accattone (1961) และ Mamma Roma (1962)

เสนอปัญหาเกี่ยวกับเด็กวัยรุ่นที่หมดความหวังกับชีวิต

ภูมิหลังของความแปลกแยกดังกล่าว ส่วนหนึ่งมาจากชีวิตในวัยเด็กของเขาเอง พาโซลินีเกิดและเติบโตในถิ่นชนบทห่างไกลที่เรียกกันว่าว “ที่ราบสูงฟูลัง” (Fruilan Plain) เขารับรู้สภาพความยากแค้น ความเชื่องมงาย การนับถือศาสนาแบบชาวบ้าน การพูดคุยเรื่องเพศอย่างเปิดเผย ตลอดจนการปลุกเร้าทางการเมือง โดยเริ่มต้นมาจากอิทธิพลของพี่ชาย เมื่อพี่ชายของเขาถูกฆ่าตายในฐานะสมาชิกหน่วยใต้ดินต่อต้านฟาสซิสต์ พาโซลินี่ ก็เลยประกาศตัวเป็นมาร์กซิสท์ เขาเคยเป็นสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์อิตาลีอยู่ระยะหนึ่ง ในช่วง ค.ศ. 1947-8 แต่ต่อมาเกิด “ปัญหาทางความคิด” ในประเด็นที่เขาเห็นว่า การเป็นคาทอลิกนั้นไม่ขัดแย้งกับการเป็นมาร์กซิสท์…เขาประกาศตัวเป็น “มาร์กซิสท์อิสระ” ลาออกจากพรรคคอมมิวนิสต์อิตาลี และสร้างหนังเรื่อง The Gospel According to Saint Matthew (1964)

เพื่อสำรวจตรวจสอบความสัมพันธ์ระหว่างลัทธิมาร์ก และสิ่งที่เรียกว่า Catholic Church จากหนังเรื่องนี้ พาโซลินี่ ถูกโจมตีจากทั้งสองฝ่าย ต่อมาเขาจึงสร้างหนังเรื่อง The Hawks and The Sparrows (Uccellacci & Uccllini) (1966) หันความสนใจมาใช้ลักษณะความเปรียบที่ภาษาของศัพท์วรรณกรรมเรียกว่า “comic allegory” เพื่อวิจารณ์ “วิกฤตศรัทธา” ที่เกิดขึ้นในหมู่นักมาร์กซิสท์อิตาเลียน

วิกฤตศรัทธาทำนองนี้เกิดขึ้นทั่วไป ดังปรากฏในงานเขียนของ อิกนาซิโอ ซิโลเน่ และที่เรารู้จักกันดี ก็คือผลงานของจิโอวานนิ เกอเรซี่ ผู้ประพันธ์ผลงานชุด ดอน คามิลโญ ที่พวกเรารู้จักกันในฐานะของสมภารกร่าง และสหายแกว่น แก่นกำจรแห่งวัดไผ่แดง นั่นเอง

รูปร่างหน้าตาของ ปิเยร์ – เปาโล พาโซลินี (ดูรูป) ผมนึกคิดไปเองว่า นี่แหละ… ใช่แล้ว เขาคือบุคลิกแบบ “แกว่นแก่นกำจร” อันเป็นฉบับของจริง !!

พาโซลินี่ ทะเลาะกับพรรคคอมมิวนิสต์อิตาลี แต่ก็ยังคงอุดมการณ์มาร์กซิสม์ตามแบบฉบับของเขาไว้อย่างเหนียวแน่น ข้อเขียนหลายชิ้นของเขาวิพากษ์วิจารณ์ไปหมดแทบทุกเรื่อง เขาเข้าร่วมเดินขบวนต่อต้านสงครามเวียดนาม เห็นชอบกับการทำแท้งและการใช้ยาคุมกำเนิด ต่อสู้เพื่อสิทธิเท่าเทียมทางเพศ และเรียกร้อง “สิทธิของความเป็นเกย์” เขารักชีวิตชาวนาในชนบท ชอบการพูดยั่วล้อที่เห็นเรื่องเพศเป็นเรื่องขำขัน นักวิจารณ์บางคนกล่าวว่า พาโซลินี่ นั้นทั้งรักและเกลียดค่านิยมแบบกระฎุมพี เขามีความขัดแย้งในตัวเองทั้งในเรื่องความเป็นคาทอลิกและความเป็นคอมมิวนิสต์ เขาคือปัญญาชนฝ่ายซ้ายของอิตาลีที่ชอบ “แส่ทุกเรื่อง” เป็นแหล่งของความขัดแย้ง ความสับสน ซื่อสัตย์ จริงใจ เป็น “the loser” ที่หยิ่งในตัวเอง เป็น artist-intellectual ที่พยายามแสวงหาความหมายในยุคที่ความหมายไร้เหตุผล เป็นคนที่พยายามนำเอา “scientific materialism” เข้าไปผสมผสานกับ “spiritual view of life” ด้วยเหตุผลนี้เองการทำหนังของเขาจึงมีลักษณะที่แสดง “paradox” ในตัวเอง กล่าวคือมีทั้งมุมมองแบบ spiritual และมุมมองแบบ “ก่อกวนระบบด้วยการก่อกระแสของการโต้แย้ง”

บรรดานักทำหนังกลุ่มคลื่นลูกใหม่ เช่น ฌอง-ลุค โกดาร์, หลุยส์ บุนเยล, มิเคลันเจโล อันโตนิโอนี่, แบร์นาโด แบร์โตลุคซี รวมทั้ง ปิเยร์ – เปาโล พาโซลินี่ ที่นักดูต้นคอบ้านเราไม่ค่อยรู้จักกันนัก ในทรรศนะของผมเห็นว่าพวกเขาคือ “ตัวก่อกวนระบบ” ที่ทำให้เกิดกระแสขัดแย้งอันเป็นคุณแก่ความก้าวหน้าทางศิลปะโดยแท้

การกลับไปหารากเหง้าบุพกาลของ ปิเยร์ – เปาโล พาโซลินี่ ดูเหมือนจะทำให้หนังของเขาแตกต่างไปจากผู้กำกับคลื่นลูกใหม่คนอื่นๆ พาโซลินี่ ยังต้องการ “กรอบโครง” บางอย่างที่จะแสดงเนื้อหาทางความคิด ดังนั้นการทำหนังของเขาจึงมักย้อนกลับไปหาเรื่องราวของวรรณกรรมโบราณ

Edipo Re คือหนังที่เขากำกับเมื่อ ค.ศ.1967 โดยใช้เรื่องราวโศกนาฏกรรมของโอดีปุส จากบทละครเรื่อง Oedipus ของซอฟโฟเครส มาเขียนบททำเป็นหนังที่ได้รับคำชมมากเรื่องหนึ่ง หลังจากนั้น เขาก็ทำหนังเรื่อง Medea เมื่อ ค.ศ.1970 โดยนำเอาเรื่องราวในเทพปกีรณัมของกรีกโบราณมาตีความใหม่ หนังเรื่องนี้ “Medea” หรือ “นางเมดูซ่า” ที่มีหัวเป็นงูหาใช่นางตัวร้ายอีกต่อไป หากแต่เป็นผู้หญิงคนหนึ่งที่มีเลือดเนื้อ และพยายามที่จะต่อสู้ “อยู่ให้รอด” ในโลกที่พระเจ้าคือผู้ชาย พาโซลินี่วางตัวเองในหนังเรื่องนี้โดยใช้มุมมองแบบกวีนิพนธ์ และมุมมองดังกล่าวนี้ จะมาพบความสำเร็จสูงสุดจากหนังเรื่องที่ได้รับการวิจารณ์มากที่สุดและมี paradox ในตัวเองมากที่สุด โดยได้รับเสียงปรบมือในฐานะแม่แบบของงานเชิง “poetic visionary” แต่ขณะเดียวกันก็ได้รับเสียงสะท้อนว่าเป็นหนัง “ลามกอนาจาร” มากที่สุดเรื่องหนึ่งของเขา

หนังเรื่องนี้ คือ Teorema สร้างขึ้นเมื่อ ค.ศ. 1968 จากนวนิยายชื่อเดียวกันของ ปิเยร์ – เปาโล พาโซลินี่ นั่นเอง เนื้อหาของหนังเหมือนกับหนังสือ กล่าวถึงชายหนุ่มแปลกหน้าคนหนึ่งที่จู่ๆ ก็เข้าไปอยู่ในครอบครัวเศรษฐีใหม่ครอบครัวหนึ่ง ด้วยบุคลิกแปลกแยกและ “แปลกหน้า” เขาค่อยๆ เปลี่ยนค่านิยมของคนในครอบครัวเศรษฐี โดยใช้วิธีการอันเหลือจะต่อต้าน นั่นคือค่อยๆ ใช้ความแปลกใหม่อันไม่มีที่มาที่ไป… หลอกล่อ, ปากหวาน, ทำเสน่ห์, โอ้โลม, เกลี้ยกล่อม, ยวนตายั่วใจ, ชักชวน (หญิงและชายในบ้าน) เพื่อให้ “เสียตัว” แก่เขาโดยดุษณีย์… นับตั้งแต่ลูกชายเจ้าของบ้าน, ลูกสาวเจ้าของบ้าน, เมียเจ้าของบ้าน, สาวใช้เจ้าของบ้าน และรวมตลอดทั้งเศรษฐีผู้เป็นชายเจ้าของบ้านนั้นด้วย !!

คำว่า “Teorema” แปลเป็นภาษาอังกฤษ ก็คือ Theory นั่นเอง ความเปรียบของหนังเรื่องนี้ แก่นสำคัญของคำว่า “Teorema” ก็คือ ญาณทรรศน์ หรือ Vision ปิเยร์ – เปาโล พาโซลินี ที่ต้องการแสดงให้เห็นถึง “ความลึกลับบางอย่าง” โดยเปรียบชายหนุ่มแปลกหน้า (เทอเรนซ์ สแตมป์ นำแสดง) ว่าเป็นคล้ายพระเยซูคริสต์ที่เอามือแตะคนโรคเรื้อน แล้วโรคเรื้อนก็หายไป หรือจะเปรียบเป็น “The Devil” ที่เข้ามายั่วยวนใจ ทำให้คนเราต้องทำตามความปรารถนาของมัน ซึ่งก็หมายถึงความปรารถนาของแต่ละคนที่มีอยู่ในใจนั่นเอง

หนังเรื่อง “Teorema” ของ พาโซลินี่ เสนอลีลาของ “หนังแบบกวีนิพนธ์” คือปรารถนาที่จะตีความหมายเกี่ยวกับความลึกลับของชีวิต ถือเป็นหนังที่มีมุมมองในแง่ของการ “ก่อกวนสถาบัน” ได้อย่างงดงามเรื่องหนึ่ง โดยความเปรียบของมันมองกันได้ทั้งในแง่การเมืองและศาสนา อีกทั้งถ้าหากจะดูกันแบบธรรมดา ไม่ว่าเราจะเรียกการหลอกให้ “เสียตัว” นั้นว่า การแตะเนื้อต้องตัว, การสารภาพบาป การวิจารณ์ตัวเอง, การใช้การเมืองนำการทหาร, การแปรสภาพสนามรบให้เป็น “ศูนย์การค้า” ไว้ล่อใจมึงตรงปากทางเข้าบ้าน หรืออะไรอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นเมื่อ 2 ทศวรรษก่อน หรือในยุค “โลกาสังวาส” นี่ก็ตาม การชักชวน ยั่วยวน ปากหวาน เพื่อให้พวกเราต้องกระทำกริยา “เสียตัว” นั่น ล้วนต่างก็มี Teorema อยู่มากมายทั้งฝ่ายซ้าย, ฝ่ายขวา และฝ่ายเซ็กส์

ไม่ว่าจะเป็นเรื่องบังเอิญหรือจงใจ ผมมีความเห็นว่า ผลงานเรื่อง Teorema ของปิเยร์ – เปาโล พาโซลินี เมื่อ ค.ศ. 1968 นั้นถือเป็นเรื่องที่มี “ญาณทรรศน์” ส่งล่วงหน้าออกมาให้กระทบใจได้… แม้แต่ในยุคนี้

ฌาณทรรศน์ ที่ว่านี้ น่าจะคล้ายๆ กับคำว่า “miracle” (มหัศจรรย์) และ “sacred” (ศักดิ์สิทธิ์) ของทางฝ่ายศาสนา หรือหากในปัจจุบัน คุณจะตีความไปว่าหมายถึง “อำนาจซื้อ” อำนาจโฆษณา” หรือ “อำนาจวรรณกรรม” ผมก็ขอให้พระผู้เป็นเจ้าอวยพรให้คุณ “เสียตัว” ด้วยความสบายใจ สมตามความปรารถนาก็แล้วกัน… เราไม่ว่ากัน ผมเพียงแต่นึกฝันกลางวันไปกับ Teorema ใหม่ๆ เท่านั้น

หลังจากนั้นหนังเรื่องอื้อฉาวที่กล่าวข้างต้น ปิเยร์ – เปาโล พาโซลินี ยังกำกับหนังออกมาอีกหลายเรื่องเช่น Porcile (1969)

เป็นเรื่องที่มีนัยทางการเมืองให้ภาพลักษณ์ประเภทสังคม “คนกินคน” อีกทั้งยังเป็นหนังที่ค่อนข้างจะหม่นมัวในแง่มุมของการสมสู่กับสัตว์ !!

หนังของ ปิเยร์ – เปาโล พาโซลินี ที่นำออกมาฉายในงานสัปดาห์หนังอิตาเลียนครั้งนี้ คือเรื่อง The Decameron ผมตั้งใจจะเขียนถึงมากที่สุด แต่ทำไมเฉไฉออกไปเรื่อยเปื่อยดังที่เห็นอยู่ก็ไม่ทราบ หนังเรื่องนี้สร้างขึ้นเมื่อ ค.ศ.1971 โดยมีตัวเขาเองเขียนบท กำกับการแสดง และได้ร่วมแสดงเป็นศิลปินหัวหน้าช่างเขียนภาพฝาผนังโบสถ์ ซึ่งถือเป็นตัวละครที่ไม่มีในหนังสือ สร้างขึ้นมาเพื่อรวบรวม เรียบเรียง และยกร่างให้เรื่องสั้นทั้ง 8 เรื่องจากจำวนทั้งหมด 100 เรื่อง ที่ปรากฏใน The Decameron ของบอคกาจจิโอ มีลักษณะเกี่ยวร้อยซึ่งกันและกัน ทั้งในแง่ที่เป็นเอกเทศ และในแง่ของกรอบโครงสร้างของภาษาหนังที่ ปิเยร์ – เปาโล พาโซลินี เรียกอัตลักษณ์ในภาพเงาของเขาว่า The Cinema of Poetry

บั้นปลายชีวิต ปิเยร์ – เปาโล พาโซลินี่ ยังสร้างหนังออกมาอีก 2 เรื่อง คือ The Canterbury Tales (1972) และคุณมโนธรรม เทียมเทียบรัตน์ ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า เขาได้ทำเรื่องอาหรับราตรี (Arabian Nights) ออกมาเป็นหนังด้วย แต่ผมยังไม่มีรายละเอียดและยังไม่เคยดู

ผมไม่ทราบว่า พาโซลินี่ เสียชีวิตเมื่อใด ทราบแต่เขาถูกฆาตกรรม สาเหตุของการฆาตกรรมยังไม่ชัดแจ้ง บ้างก็ว่าเป็นเรื่องการเมือง… ถูกฝ่ายขวาฆ่า บ้างก็ว่าเป็นเรื่องการมุ้ง… ถูกฝ่ายซ้ายฆ่า อย่างไรก็ตาม ข้อเท็จจริงเท่าที่ทราบก็คือ เขาเป็นเกย์

……………………………………………………………………………………………….
บทความโดย สิงห์สนามหลวง (สุชาติ สวัสดิ์ศรี) จากหนังสือ Filmview ปีที่ 2 ฉบับที่ 19 พฤศจิกายน 2537

ปัจจุบันหนังของ Pier Paolo Pasolini แทบทุกเรื่อง ซึ่งรวมถึงหนังคลาสสิกต่างๆ เช่น The Gospel According to Saint Matthew, Teorema, Mamma Roma, The Decameron, Arabian Nights, The Canterbury Tales, Medea, Salo or the 120 Days of Sodom ต่างมีผลิตเป็น DVD box set คำำบรรยายอังกฤษ (บางเรื่องมีบรรยายไทย) และมีให้ดาวน์โหลดตามเว็บไซต์ต่าง ๆ

Post Navigation