* Art Horizon of Suchart Sawasdsri * โลกศิลปะของ สุชาติ สวัสดิ์ศรี

บล็อกนี้แฟนคลับสร้างเป็นเกียรติแก่คุณ สุชาติ สวัสดิ์ศรี – ผู้ทรงคุณวุฒิทางวรรณกรรมแห่งตำนานโลกหนังสือและช่อการะเกด

Archive for the category “ประวัติย่อ”

สุชาติ สวัสดิ์ศรี Artist as the Editor

สุชาติ สวัสดิ์ศรี
Artist as the Editor
Editor as the Artist

10456057_1432136000396240_3649482794811710405_n

ในแวดวงวรรณกรรม ไม่มีใครไม่รู้จักชื่อของ สุชาติ สวัสดิ์ศรี ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ (เรื่องสั้นและกวีนิพนธ์) ประจำปี พ.ศ. 2554 เจ้าของนามปากกา “สิงห์สนามหลวง” ในฐานะคอลัมนิสต์ตอบปัญหาวรรณกรรมทั้งเรื่องของไทยและต่างประเทศที่มีผลงานติดต่อกันมาหลายยุคสมัย และได้ยุติการใช้นามปากกานี้ภายหลังเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่เมื่อปลายปี พ.ศ.2554 สุชาติเคยเป็นบรรณาธิการวารสาร สังคมศาสตร์ปริทัศน์ ต่อจากสุลักษณ์ ศิวรักษ์ บรรณาธิการผู้ก่อตั้งวารสารฉบับนี้เมื่อเดือนมิถุนายน พ.ศ.2506 เขาเป็นบรรณาธิการคนที่ 2 ในช่วงก่อนและหลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 สุชาติได้ปรับแนวการจัดทำ สังคมศาสตร์ปริทัศน์”จากวารสารรายสามเดือนมาเป็นรายเดือนตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2512 ต่อมาในช่วงหลังเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 สุชาติได้ทำหน้าที่เป็นบรรณาธิการนิตยสาร โลกหนังสือ รายเดือน โดยตัดสินใจ “ไม่เข้าป่า” และต่อมาได้เป็นบรรณาธิการนิตยสาร บานไม่รู้โรย รายเดือนให้บริษัทมติชนจำกัดอยู่ระยะหนึ่ง ก่อนตัดสินใจมาทำนิตยสาร ถนนหนังสือ รายเดือนร่วมกับเรืองเดช จันทรคีรี และร่วมกันก่อเกิด “สำนักช่างวรรณกรรม” จัดทำนิตยสารรายสามเดือนชื่อ ช่อการะเกด ทำหน้าที่หัวเรือใหญ่ส่งเสริมแวดวงนักเขียนเรื่องสั้นให้มีพื้นที่ในโลกวรรณกรรมอย่างจริงจัง สุชาติเป็นผู้ก่อตั้ง รางวัลช่อการะเกด เพื่อเป็นข้อสังเกตสำหรับนักเขียนเรื่องสั้นดีเด่น เขาจัดกิจกรรม”ชุมนุมช่างวรรณกรรม”เป็นประจำมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2532 จนถึงปัจจุบัน เป็นนักคิด นักเขียน และนักทำหนังสือที่ยืนหยัดความคิดความเชื่อในแบบของตนมานับทศวรรษ

สุชาติ สวัสดิ์ศรี เกิดที่อำเภอท่าเรือ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เมื่อ พ.ศ.2488 เขาเรียนชั้นประถมที่โรงเรียนประชาบาลวัดดอนเมืองและจบชั้นมัธยม 6 จากโรงเรียนดอนเมืองทหารอากาศบำรุง จากนั้นสอบควบชั้นมัธยม 7 – 8 ได้ในปีเดียว และสอบเข้าศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ได้ในปีถัดมา สุชาติเข้าเป็นนักศึกษา “ศิลปศาสตร์รุ่นแรก” เมื่อ พ.ศ.2505 และเรียนจบสาขาวิชาประวัติศาสตร์ ได้ “เกียรตินิยมดี”จากคณะศิลปศาสตร์เมื่อ พ.ศ. 2509 ตลอดเวลาการใช้ชีวิตในรั้วโดม เขากล่าวว่าหอสมุดกลางธรรมศาสตร์และร้านหนังสือเก่าริมคลองหลอดได้ทำให้เขาพบกับ”ขอบฟ้าใหม่ทางการอ่าน”ที่ขยายวงมากขึ้น ร้านหนังสือเก่าแบกะดินริมคลองหลอดที่อยู่ไม่ไกลจากสนามหลวง ได้เปิดโลกทางการอ่านใหม่ๆให้เขาจนเขาถือเป็นเหมือนมหาวิทยาลัยแห่งที่สองและมีส่วนสร้างที่มาของนามปากกา “สิงห์สนามหลวง” เขาใช้นามปากกานี้ตอบปัญหาทางวรรณกรรมมาตั้งแต่ปลายปี พ.ศ.2520 และผลัดเปลี่ยนไปหลายพื้นที่โดยเริ่มตั้งแต่ โลกหนังสือ ถนนหนังสือ ไฮ-คลาส สยามรัฐสัปดาห์วิจารณ์ ผู้จัดการรายวัน จนมาหยุดลงที่ เนชั่นสุดสัปดาห์ นับเป็นนามปากกาที่ใช้ต่อเนื่องยาวนานมาร่วม 40 ปี และปัจจุบันเขาประกาศเลิกใช้นามปากกานี้ไปแล้วด้วยเหตุผลส่วนตัวบางอย่าง

“ถ้าไม่ได้เข้าธรรมศาสตร์ ผมก็คงจะยังจมอยู่กับรสนิยมแบบบางกอก ผมไม่ได้ดูถูกรสนิยมแบบนั้น แต่ต้องการชี้ให้เห็นว่าผมติดใจการอ่านมาจากรสนิยมแบบนั้น คือรสนิยมแบบ pulp fiction ที่ต่อมาจะค่อยๆเปลี่ยนรสนิยมไปเรื่อย การอ่านต้องไม่หยุดนิ่ง การได้มีโอกาสเข้าธรรมศาสตร์ทำให้โลกการอ่านของผมเปลี่ยนไป คือผมได้อ่านหนังสือใหม่ๆอีกหลายแบบหลายแนว การอ่านในความเห็นของผมจึงไม่ควรหยุดนิ่ง มันต้องเคลื่อนไปเรื่อยตามวัยและประสบการณ์ การอ่านต้อง dynamic ไม่ใช่ static นิสัยการอ่านของผมจึงมีทั้ง low art และ high art หอสมุดกลางธรรมศาสตร์และร้านหนังสือเก่าริมคลองหลอดช่วยลัดเวลาการอ่านให้ผมในหลายเรื่อง แต่ส่วนใหญ่แล้วก็ยังอยู่กับวรรณกรรม การรับรู้พื้นฐานสายมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ช่วยให้ผมค่อยๆต่อยอดไปถึงชีวิตและงานของนักคิด นักเขียน นักปรัชญา และศิลปินในสาขาต่างๆอีกต่างหาก อีกทั้งเป็นพื้นฐานครั้งแรกๆที่ทำให้ผมสนใจทั้งเรื่องสังคมและเรื่องศิลปะ สร้างค่านิยมและรสนิยมการเลือกหนังสือคุณภาพทั้งเก่าและใหม่”

ธรรมศาสตร์ในสมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ได้ตัดต่อและตัดตอนความทรงจำของคนหนุ่มสาวรุ่นนั้น โดยกันออกไปจากคลื่นความคิดก้าวหน้าในช่วงทศวรรษ 2490 แทบหมดสิ้น แต่กระนั้นที่ร้านหนังสือเก่าริมคลองหลอดในช่วงประมาณปี พ.ศ.2506 ก็ทำให้สุชาติค้นพบหนังสือเก่าเช่น ศิลปเพื่อชีวิต ของ “ทีปกร” และนิตยสาร อักษรสาส์น รายเดือนของ สุภา ศิริมานนท์ เขาเริ่มปะติดปะต่อความทรงจำบางอย่างที่หายไป เริ่มสนใจทำหนังสืออนุสรณ์ให้คณะศิลปศาสตร์ และเข้าร่วมกับกลุ่มวรรณกรรมพระจันทร์เสี้ยว หนุ่มเหน้าสาวสวย จัดทำหนังสือ “เล่มละบาท” มาตั้งแต่ในช่วงอยู่ปีสุดท้าย และช่วงเป็นครูโรงเรียนราษฎร์ จนต่อมามีโอกาสไปเป็นผู้ช่วยสุลักษณ์ ศิวรักษ์ ผู้ก่อตั้งวารสาร สังคมศาสตร์ปริทัศน์ เมื่อปี พ.ศ.2510 และได้เป็นบรรณาธิการคนต่อมาในปี พ.ศ.2512 วารสารฉบับนี้ได้กลายเป็นก้าวย่างสำคัญบนเส้นทางชีวิตการเป็นบรรณาธิการของเขาในเวลาต่อมา

เวลานั้น สังคมศาสตร์ปริทัศน์ เป็นสื่อสิ่งพิมพ์ที่เปิดเผยข้อเท็จจริง และวิพากษ์วิจารณ์บางอย่างให้สังคมไทยยุคเผด็จการได้รับรู้ จนกลายเป็นเหมือนแรงบันดาลใจให้กลุ่มกิจกรรมต่างๆของขบวนการนิสิตนักศึกษาในช่วงรอยต่อแห่งทศวรรษ 2510 และสร้างบทบาทที่ก้าวหน้าให้กับสังคมไทยจนนำไปสู่การเรียกร้องประชาธิปไตยในช่วงเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 แต่เสรีภาพที่ลุกเป็นไฟลามทุ่งได้สะดุดหยุดลงเพราะเหตุการณ์นองเลือดเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2519 สังคมศาสตร์ปริทัศน์ ปิดตัวลง สุชาติต้องหลบซ่อนและได้รับจดหมาย “เลิกจ้าง”ผู้บริหารของสมาคมสังคมศาสตร์ฯ ผู้เป็นเจ้าของ สังคมศาสตร์ปริทัศน์ ในเวลานั้น สุชาติต้องการเพียงหลักฐานที่จะแสดงว่าเขาไม่ได้หายไปไหน เขาเป็นเจ้าหน้าที่ประจำของสมาคมสังคมศาสตร์ฯ เมื่อสมาคมไม่ได้ถูกการรัฐประหาร 6 ตุลาคม 2519 ประกาศยุบเลิก เขาก็ยังเป็นเจ้าหน้าที่ประจำของสมาคมต่อไป ทว่าสมาคมทางวิชาการแห่งนี้กลับหาเรื่องไล่เขาออก โดยอ้างว่า นิตยสาร“สังคมศาสตร์ปริทัศน์”ถูกสั่งปิด แต่ความจริงหาได้เป็นเช่นนั้นไม่ ผู้บริหารสมาคมที่น่าจะให้คำตอบเรื่องนี้ในเวลานั้นก็คือ สมศักดิ์ ชูโต สมบัติ จันทรวงศ์ ชัยอนันต์ สมุทวณิช ฯลฯ สุชาติใช้สำนวนจากหนังสือ สามก๊ก เล่าว่า “หลบอยู่ใต้ขนตาศัตรู” คือหลบซ่อนอยู่ในเมือง และตัดสินสินใจ “ไม่เข้าป่า” หลังจากเหตุการณ์คลี่คลาย เขาจึงไปจัดทำนิตยสารโลกหนังสือ รายเดือนให้สุข สูงสว่างที่ร้านหนังสือดวงกมล สุชาติเป็นบรรณาธิการอยู่ที่นี่ 6 ปี เขาทำหน้าที่บริหารทั้งในส่วนของนิตยสาร”โลกหนังสือ”และหนังสือเล่มของสำนักพิมพ์ดวงกมล รางวัล ช่อการะเกด ได้ถือกำเนิดเกิดขึ้นครั้งแรกก็จากที่นี่ โดยในครั้งนั้นใช้ชื่อว่า โลกหนังสือฉบับเรื่องสั้น สุชาติทำหน้าที่ติด”อาวุธทางปัญญา”อยู่ที่นี่ตั้งแต่ช่วงหลังเหตุการณ์ 6ตุลา เป็นต้นมา และได้กลายเป็นเหมือนแหล่งกลางในการให้กำลังใจผู้คนรุ่น “หลังป่าแตก”(ตามนโยบาย 66/23) ที่กลับมาตั้งหลักและตั้งต้นชีวิตใหม่กันอีกครั้ง

“หนังสือแต่ละเล่มมีระดับของมัน เช่นเพื่อความบันเทิง เพื่อข้อมูลความรู้ เพื่อความบันดาลใจ หนังสือแต่ละประเภทมีพันธกิจของมันในหลายระดับ ถ้าพูดถึงวรรณกรรมในแง่งานสร้างสรรค์ ผมให้ความสำคัญกับเรื่องความคิดริเริ่ม ความเข้มของเนื้อหาและความหลากหลายของประเภทงาน เขียนเรื่องรักก็ได้ เรื่องผีก็ได้ เรื่องโป๊ก็ได้ แต่ต้องให้มีคุณภาพจนเกิดพลังบางอย่าง ซึ่งเรื่องนี้ก็คือการใช้ภาษาได้อย่างมีพลังนั่นเอง”

ตลอดเส้นทางการทำงาน สุชาติ สวัสดิ์ศรีสามารถใช้วิชาความรู้ที่ร่ำเรียนมาจากธรรมศาสตร์จนทำประโยชน์ได้มากมายทั้งด้านสังคมและด้านวรรณกรรม เขาเป็นเหมือนพลังศรัทธาบางอย่างทั้งในฐานะบรรณาธิการและนักคิดนักเขียน อีกทั้งยังเป็นศิลปินผู้สร้างงานศิลปะไปตามจินตนาการของตน ทั้งที่ไม่ได้เรียนมาทางทัศนศิลป์แต่ประการใด ผลงานด้านวรรณกรรมและด้านทัศนศิลป์ของเขามีลักษณะริเริ่มไม่เดินตามกระแส ไม่ติดยึดขนบแบบตายตัวและไม่ศรัทธาอุดมการณ์แบบ “สุดขั้ว”

นอกจากพลังสร้างสรรค์ของเขาในฐานะ Artist as the Editor แล้ว เขายังได้สร้างคุณูปการในฐานะ Editor as the Artist ให้วงวรรณกรรมด้วยการเป็นบรรณาธิการนิตยสาร ช่อการะเกด นิตยสารเรื่องสั้นและวรรณกรรมฉบับนี้เกิดขึ้นครั้งแรกเมื่อ พ.ศ.2522 ในชื่อ โลกหนังสือฉบับเรื่องสั้น โดยจัดทำอยู่ 4 วาระในช่วงก่อนและหลัง “ป่าแตก” คือ วันเวลาที่ผ่านเลย ราคาแห่งชีวิต คลื่นหัวเดิ่ง และ เพชรน้ำงาม ต่อมาได้ยุติการจัดทำลงพร้อมกับการจากไปของนิตยสาร โลกหนังสือ เมื่อ พ.ศ.2526 ห่างหายไปนานกว่า 9 ปี ช่อการะเกด ก็กลับมาอีกครั้งในช่วงปี พ.ศ. 2532-2542 และช่วงปี พ.ศ. 2550-2553 จากนั้นก็ต้องยุติลงอีกครั้งจนถึงปัจจุบัน สุชาติกล่าวว่าเจตนาของ ช่อการะเกด นั้นยังดำรงอยู่ นอกจากการพิจารณาต้นฉบับเรื่องสั้นแล้ว สุชาติยังทำงานด้านบรรณาธิการที่สำคัญอีกประการหนึ่งคืองานวรรณมาลัย [Anthology] ที่เป็นงานบุกเบิกให้เห็นภาพรวมของคำว่าวรรณกรรมไทยสมัยใหม่ ผลงานในชื่อ เพื่อนพ้องแห่งวันวาร : เรื่องสั้น ‘สุภาพบุรุษ’ ที่เขาทำร่วมกับภรรยา [วรรณา สวัสดิ์ศรี – ศรีดาวเรือง] เป็นงานบุกเบิกเอกสารชั้นต้นที่ทำให้เห็นภาพรวมของเรื่องสั้นไทยสมัยใหม่ ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่าเขาเป็นส่วนหนึ่งของพลังที่กระตุ้นให้เกิดความตื่นตัวทางวรรณกรรมอย่างต่อเนื่อง แม้สุชาติจะเรียกตัวเองว่าเป็น “ศิลปินในฐานะบรรณาธิการ” แต่ในความเป็นจริงเขาก็เป็น “บรรณาธิการในฐานะศิลปิน” ไปพร้อมกันด้วย

“หลักการเป็นบรรณาธิการของผมให้ความสำคัญที่เรื่องความคิดริเริ่ม ยิ่งเป็นเรื่องสั้น ความคิดริเริ่มยิ่งต้องเป็นหลัก บางคนอาจให้ภาษาเป็นหลัก แต่สำหรับผมเวลาอ่านงานของใคร ถ้าเขามีความริเริ่มดี แม้ภาษาจะขรุขระ บรรณาธิการช่วยแก้ไขหรือแนะนำให้ได้ ผมเรียกร้องความริเริ่มที่มีความหลากหลาย ศิลปะใดไม่ว่าจะเพื่ออะไร ศิลปะนั้นต้องมีชีวิตให้ได้ก่อน ศิลปะไม่ใช่เรื่องที่หยุดเฉพาะฤดูกาล ผมพยายามมองไปกว้างๆ เพื่อหาความริเริ่มที่เรียกว่าเพชรน้ำงาม ในแง่การพิจารณาเรื่อง ผมมองที่งานเชิงคุณภาพเป็นหลัก คุณภาพในที่นี้เป็นเหมือนยอดมงกุฎ ผมพยายามมองหาหัวเชื้อทางวรรณกรรมที่จะสั่งสมคุณภาพไว้ให้นักเขียน นักอ่านรุ่นต่อไป แม้จะเป็นส่วนน้อย แต่ก็เป็นเหมือนยอดภูเขาน้ำแข็งที่มีฐานเข้มข้น โผล่ยอดมานิดเดียวแต่มีฐานกว้างเหมือนอย่างที่เฮ็มมิงเวย์ว่าไว้ ฐานที่มองไม่เห็นเหล่านี้หมายรวมทั้งหมด คือความเข้มของผู้สร้างงาน ผู้เสพงาน ผู้สืบทอดเช่นครูบาอาจารย์ นักวิจารณ์ สถาบันทางวรรณกรรมและสังคมส่วนรวมที่มีค่านิยมแข็งแรงทางการอ่าน สังคมไทยปัจจุบันเป็นเช่นนั้นหรือเปล่า ผมก็ไม่ทราบเหมือนกัน”

สุชาติกล่าวต่อว่า “เวลาไปสอนหนังสือในฐานะอาจารย์พิเศษ จากผู้เข้ามาทั้งชั้น 35 คน ผมขอเพียงคนเดียวเท่านั้นที่จะหลุดไปในแต่ละรุ่น คือขอการอ่านที่เข้มแข็งกว่าครูบาอาจารย์ และขอความริเริ่มหลากหลายที่เป็นตัวของตัวเอง คนรุ่นต่อไปควรต้องแข็งแกร่งกว่าคนรุ่นก่อน ต้องเก่งกว่า เข้มกว่า ประเทศจึงจะก้าวไปข้างหน้า”

ไม่อาจปฏิเสธได้เลยว่า สุชาติ สวัสดิ์ศรี คือหนึ่งในศิษย์เก่าธรรมศาสตร์ผู้สร้างการมีส่วนร่วมของผู้คน และสร้างหมุดหมายให้วงวรรณกรรมของไทย เขาเป็นตัวแบบและหัวเชื้อของผู้ยึดมั่นในวิชาชีพที่ยืนหยัดเป็นตัวของตัวเอง มองตาผู้คนได้เต็มตา ไม่ถูกโยกคลอนไปด้วยอำนาจใด นอกจากอำนาจวรรณกรรมของตนเอง เขาคือแบบอย่างที่ส่งแรงบันดาลใจไปถึงนักคิดนักเขียนรุ่นหลัง และมีผลงานหลายด้านจนเป็นที่ยอมรับทั้งในประเทศและต่างประเทศ

ศศิกานต์ เอื้อวิทยาวุฒิกุล เรียบเรียง
บางส่วนปรากฏในหนังสือประจำงาน “ 80 ปี ธรรมศาสตร์”
27 มิถุนายน 2557

Post Navigation